July 27, 2009

ผีมีจริงไหม ? ถ้าไม่มีทำไมจึงเป็นผีมาหลอกคนได้

Posted in ผี และ จิตวิญญาณ at 2:49 am by whybuddha

-          ปัญหาเรื่องผีมีหรือไม่นั้น เป็นปัญหาโลกแตกที่เถียงกันไม่รู้ที่สิ้นสุด แต่ทุกชาติทุกศาสนาในโลกนี้ก็ให้ความสนใจเรื่องผีกันพอสมควร และส่วนมากก็เชื่อว่าผีมี การที่เราจะวินิจฉัยว่าอะไรมีหรือไม่มี ก็ต้องอาศัยเครื่องเฉพาะอย่างสำหรับสิ่งนั้น เช่นเราพิสูจน์ความมีอยู่ของเสียงรอบตัวเรา ซึ่งหูเราไม่ได้ยิน ด้วยอาศัยวิทยุ พิสูจน์ความมีอยู่ของภาพในอากาศ ด้วยอาศัยเครื่องรับโทรทัศน์ในปัจจุบัน

 

แต่ถ้าเราไม่มีเสียงและรับวิทยุและโทรทัศน์แล้ว จะปฏิเสธว่าไม่มีเสียงและภาพต่าง ๆก็ออกจะเป็นการขาดหลักนักวิทยาศาสตร์ไป เพราะนักวิทยาศาสตร์หรือนักปราชญ์ทั้งหลาย จะไม่ด่วนปฏิเสธอะไรก็ตาม ที่ตนยังไม่ได้พิสูจน์ตามหลักวิชา คนทุกวันไม่เชื่อว่ามีผี แต่แทบทุกคนกลัวผี ซึ่งออกจะเป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน ผีนั้นตามหลักฐานต่างๆแสดงว่า เป็นพวกสัตว์โลกชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับสัตว์โลกประเภทอื่นๆ แต่เป็นพวกที่อยู่ด้วยความเดือดมากกว่ามนุษย์ แต่มีบางสิ่งบางอย่างดีกว่ามนุษย์ เช่นผีจะไม่หลอกใครเสมอไป ฝ่ายมนุษย์บางทีกับพ่อแม่ครูอาจารย์ของตนก็ยังหลอกได้ การไปไหนมาไหนของผีก็ดีกว่ามนุษย์มาก เพราะไม่ต้องหยุดตามป้ายไฟแดง เป็นจำพวกอทิสสมานกาย คือรูปร่างไม่ค่อยปรากฏแก่คนทั่วไป นอกจากเขาต้องการให้เห็นคนอาจจะเห็นผีได้ด้วยการนั่งสมาธิ จนถึงขั้นที่อาจจะเห็นได้ หรือเขามาให้เห็นเพื่อขอส่วนบุญ แต่สำหรับท่านที่ได้ทิพยจักษุ คือตาทิพย์ ถ้าต้องการจะดูก็อาจเห็นได้ทันที เหมือนนายแพทย์ผู้มีกล้องอีเลคตรอนไมโครสโคป เมื่อต้องการดูเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งตาธรรมดาไม่อาจเห็นได้ แต่หมออาจจะเห็นได้เพราะอาศัยกล้องนี้

ถามว่า ท่านเชื่อไหม ?

ก็เชื่ออยู่เหมือนกัน แต่ที่ถามว่าเพราะเหตุไร ก็อยากจะถามว่า ที่เราเชื่อว่าเชื้อโรคมีอยู่ ทั้ง ๆที่เราไม่เคยเห็นเชื้อโรคบางชนิด เพราะอาศัยหมอหรือตำรับตำราบอก การเชื่อความมีอยู่ของผีก็อาศัยเหตุเดียวกัน ประกอบกับมีประสบการณ์ในด้านนี้อยู่บ้างดังกล่าวแล้ว และเห็นว่าไม่เป็นการเสียหายอะไรดีเสียอีก เมื่อเบื่อคนขึ้นมา จะได้หาคุยกับผีเสียบ้างคงสนุกดี.

 –          นั่นนะซี เมื่อมาหลอกตนได้ ก็ต้องแสดงว่าผีมี ถ้าไม่มีจะมาหลอกได้อย่างไรกัน อันที่จริงเรื่อง

ผีหลอกนั้น เราไปคิดเอาเองว่าเขามาหลอกมากกว่า บางครั้งเขาอาจมาเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่นก็ได้ เช่นที่เป็นญาติพีน้องกัน อาจมาเพราะต้องการขอส่วนบุญเป็นต้น

เรื่องผีนั้น พูดไปก็เป็นปัญหาโลกแตก เถียงกันมาตั้งแต่โบราณกาล คนเชื่อก็มี คนไม่เชื่อก็มี แต่

ส่วนมากก็กลัวผีพอๆกัน ทั้งสองพวก แต่พวกที่ไม่เชื่อบอกว่าไม่ใช่กลัวผีหลอก แต่กลัวความมืด เป็นผีหลอกตัวเองและคนอื่นไปด้วยในตัว

         อันที่จริงคนจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผีก็คงเป็นผี  คนก็คงเป็นคน การเชื่อหรือไม่เชื่อไม่ได้ทำให้ฐานะของคนและผีเปลี่ยนไป พระพุทธศาสนาเอง ถึงแม้จะยอมรับความมีอยู่ของผี ซึ่งท่านเรียกว่า ปีศาจบ้าง อสุรกายบ้าง เปรตบ้าง (แต่คนไทยหมายรวมเอาภูมเทวดา รุกขเทวดา เป็นต้นเข้าไปด้วย)ก็ตาม ท่านหาได้สอนให้คนกลัวผีไม่ ซ้ำยังมีคาถากันผีให้ด้วย โดยถือว่าคนก็อยู่ส่วนคน  ผีก็อยู่ส่วนผี ไม่ควรไปก้าวก่ายคุมคามสวัสดิภาพของกันและกัน แต่ท่านก็สอนให้เจริญเมตตาในกันและกัน อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นการสร้างไมตรีจิตในหมู่อมนุษย์ ไม่ใช่เป็นงานหนักและยากอะไรใคร ๆก็พอทำกันได้ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องกลัวผีหลอก

เพราะพวกอมุษย์เขามีคุณธรรมสูง  ไม่ประทุษร้ายคนที่ไม่ประทุษร้ายเขา ยิ่งเราเจริญเมตตาในสัตว์ไม่มีประมาณ ความเมตตาและความรัก ก็จะบังเกิดมีต่อกันและกัน คำว่าถูกผีหลอกที่กลัวอยู่ก็จะไม่มี ทั้งจิตของคนที่ประกอบด้วยเมตตา ก็จะเป็นจิตที่ผ่องใส ไม่มีเวรมีภัยกับใคร เวลาตายไปท่านบอกว่าจะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์.

        

         คนที่ตายไปแล้วมีแต่วิญญาณใช่หรือไม่? และสามารถปรากฏตัวในรูปคน ให้ใครเห็นได้หรือไม่ ?

-          เรื่องคำว่า “วิญญาณ”นี้ ภาษาวัดกับภาษาชาวบ้านไม่ค่อยลงกัน วิญญาณที่เป็นภาษาวัดนั้น ท่านหมายเอา

1.วิญญาณธาตุ หมายถึงธาตุรู้ ซึ่งมีอยู่ภายในใจของแต่ละคน ส่วนธาตุรู้ของใครจะมีคุณภาพสูงต่ำเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่บารมีธรรมที่ได้อบรมกันมาในอดีตชาติ เป็นธาตุอันหนึ่งในธาตุ 6

2. วิญญาณขันธ์ หมายถึงขันธ์อันหนึ่งในขันธ์5 มีหน้าที่ในการรู้อารมณ์ทางตา หู เป็นต้น ถ้ารู้ทางตา ท่านเรียกว่า จักขุวิญญาณ จนถึงมโนวิญญาณ พวกนี้ มี 6วิญญาณด้วยกัน

3.วิญญาณ คือใจที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์วิเศษทั้งหลาย อันที่จริงเป็นลักษณะช่วงหนึ่งของวิญญาณขันธ์ดังกล่าวแล้ว

4. ปฏิสนธิวิญญาณ หมายถึงวิญญาณอันเป็นพืชประกอบด้วย กรรมเป็นเนื้อนา และกิเลสตัณหาเป็นยางเหนียว รวมกันเป็น 3 อย่างทำให้คนต้องไปเกิดในสังสารวัฏ วิญญาณข้อนี้ ถ้าว่ากันในสายขบวนการลูกโว่ หรือปฏิจจสมุปบาท กิเลสก็คืออวิชชา กรรมก็คือสังขาร วิญญาณก็คือวิญญาณ

         เท่าที่พบมา คำว่า “วิญญาณ”ท่านใช้ 4 ลักษณะดังกล่าวแล้วและทางพระพุทธศาสนายังถืออีกว่า คนเราเมื่อจุติ คือเมื่อดับจิต จะต้องถือปฏิสนธิในการกำเนิดอันใดอันหนึ่งในทันที ส่วนจะไปเกิดที่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน เพราะ “กรรมเป็นผู้แบ่งสัตว์โลกให้เลว หรือประณีตแตกต่างกันออกไป สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นไปตามกรรม”

         คำถามที่ว่า “คนตายไปแล้วมีแต่วิญญาณใช่หรือไม่? จึงตอบได้ว่าไม่, คือจะต้องไปเกิดในภพภูมิอันใดอันหนึ่ง ถึงแม้บางท่านจะกล่าวว่า เป็นพวก “สัมภเวสี”คือพวกแสวงหาที่เกิด” สัมภเวสีที่ว่าก็เป็นกำเนิดอันหนึ่งเช่นกัน ถ้าคำว่าสัมภเวสี หมายถึงสัตว์ที่รอคอยการปฏิสนธิอันแน่นอน ท่านหมายถึงบุคคลสัตว์ทั่วไป จนถึงพระอนาคามีบุคคลเป็นที่สุดเพราะคำว่า “สมฺภเวสี”มีการอธิบายกัน 2อย่างคือ

  1. หมายเอาคน สัตว์ เทวดา เป็นต้น จนถึงพระอนาคามี ซึ่งท่านเหล่านี้ยังต้องเกิดอีกจะน้อยหรือมากแล้วแต่ผลแห่งการละกิเลส ที่ตนละได้แค่ไหนเพียงไร
  2. หมายเอาสัตว์ที่ตายไปแล้ว แต่ต้องไปแสวงหา หรือรอคอยการเกิดอยู่ เช่นจะไปเกิดเป็นสัตว์

แต่ยังไม่ถึงฤดูที่สัตว์เหล่านั้นผสมพันธุ์ ปฏิสนธิวิญญาณดวงนั้นก็ต้องรออยู่ จนกว่าจะได้ปัจจัยพร้อมมูล

แต่เมื่อว่ากันตามหลักโดยทั่วไปแล้ว คนเราตายแล้ว หรือจะเป็นสัตว์อื่นก็ตาม จะต้องเกิดในภพใดภพหนึ่ง โดยกำเนิดทั้ง 4 คือ

         ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่นคน สัตว์บางประเภท

         อัณฑชะ เกิดในไข่ เช่น เป็ด ไก่ นก เป็นต้น

         สังเสทชะ เกิดในของสกปรกเช่นตัวหนอนบางชนิด

         โอปปาติกะ เกิดโดยผุดขึ้น เช่นเป็นเทพ หรือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย มาร พรหมเป็นต้น

ส่วนที่ถามว่า คนที่ตายไปแล้วจะสามารถปรากฏร่างในรูปของคนได้ไหมนั้น ข้อนี้ตามหลักฐานต่างๆปรากฏว่าสามารถเป็นได้บ้างในบางกรณี และบางคนโดยการอธิษฐานรูปให้ปรากฏเหมือนกับรูปของตนก่อนจะตาย  โดยจุดมุ่งหมายเท่าที่พบหลักฐาน คือ

-          เพื่อขอส่วนบุญจากลูกหลาน ความห่วงใยในลูกหลานที่ตนตัดยังไม่ขาด จึงมาเพื่อเยี่ยมเยียน

-          เพื่อทวงบุญคุณ ความแค้น ซึ่งมักกล่าวกันว่าเป็นผีหลอก แต่ถึงแม้จะปรากฏได้ ก็เป็นระยะเวลาอันน้อย และน่าจะต้องเป็นบุคคลที่ไปเกิดในภพต่ำ ๆเพราะคนที่ไปเกิดในภพสูง ๆนั้น ท่าน

ท่านกล่าวว่า วันเวลาผิดกับโลกมนุษย์มาก เมื่อเขาไปเกิดแล้ว กว่าจะรอคอยแสวงหาความสุขให้เต็มที่ พอดีลูกหลานในโลกมนุษย์ชวนกันตายหมดแล้ว แต่ตามหลักฐานขั้นบาลีที่ท่านก็เล่าถึงคนสำคัญบางคน เช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระเจ้าพิมพิสาร หลังจากตายไปแล้ว ก็เคยมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ก็มาในรูปเทวดา ตามรูปร่างใหม่ของท่าน หาได้มาในรูปเดิมของท่านไม่.

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: