August 17, 2009

คนบางคนไม่นับถือพระสงฆ์และยุให้ผู้อื่นไม่นับถือด้วย กล่าวหาว่าพระสงฆ์เป็นกาฝากสังคม กินแรงงานของสังคม ดีแต่สอนตัวเองไม่ทำ ควรทำอย่างไร? จะทำอะไรละ ?

Posted in พระสงฆ์, อาบัติ ศีล และวินัยของพระ tagged at 10:41 am by whybuddha

                                                                  W_TARASคนเรานั้นธรรมดาเหลือเกิน หากไม่ชอบกันก็ต้องด่าว่ากัน ที่ว่ามาทั้งหมดนะไม่ค่อยเจ็บเท่าไรหรอก แสดงว่ายังไม่ค่อยโกรธไม่พอใจมากเกินไป เคยเห็นคนเขาโกรธไม่ชอบ

กันด่ากันไหม ?

          บางครั้งผัวเมียอยู่กันมาเป็นปีๆ เวลาเกิดไม่ชอบกันโกรธกัน เขาด่ากันเจ็บแสบกว่าที่บอกมาเสียอีก แต่เขาก็ยังอยู่กันได้ หน้าที่ของพระนั้นท่านสอนว่า

                  “อย่าไปสนใจต่อคำหยาบคายและการงานที่ทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำของคนอื่นแต่ให้สนใจในการงานที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำของตน”

           ทุกอย่างที่ถามมาจึงเป็นปกติวิสัยของคนที่มีจิตใจลำเอียง มองปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่กลับตัดสินเรื่องเหล่านี้เกินกว่าที่ตนได้พบเห็น ที่พูดที่ทำไปเช่นนั้นจึงอาจพูดเพราะ

                   “ไม่ชอบพระไม่เข้าใจความจริงหรือเพราะกลัวว่าจะไม่ทันสมัยก็ได้”

        พระพุทธศาสนานั้น ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่แล้วต้องประสบกับการต่อต้าน โจมตี กล่าวหา ใส่ความ จนถึงทำลายด้วยกำลัง เมื่อการกระทำที่เป็น

ปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นอีก หรือจักเกิดขึ้นในอนาคตก็ตาม

        “อย่าได้วิตกทุกข์ร้อนให้เกินพอดีเพราะนั้นเป็นเพียงธรรมดาอย่างหนึ่งเท่านั้น มันเกิดขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นและจะต้องดับไป เมื่อเหตุปัจจัยของการดำรงอยู่ดับไป”

        คำกล่าวหาทั้งหมดนั้นเป็นคำพูดเพราะ “ไม่ชอบกับไม่รู้” ทั้งนั้นจึงควรทำความเข้าใจแต่โดยย่อๆว่ากาฝากนั้นเกิดขึ้นที่ต้นไม้ใดแล้วจะเบียดเบียนต้นไม้นั้นจนตายไป แต่พระสงฆ์อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานานแล้ว

 และมีอยู่ในหลายประเทศ พระสงฆ์นอกจากจะไม่ทำให้สังคมต้องเป็นอันตรายแล้ว ยังมีบทบาทอย่างสำคัญ ในการพัฒนาสังคมทั้งด้านวัตถุและจิตใจ คำว่า กาฝากสังคมเป็นภาษาทางการเมืองของพวกที่ไม่หวังดีต่อชาติ

ศาสนา คำกล่าวของคนไม่หวังดีมีอะไรให้เชื่อได้หรือ ?

        กินแรงงานสังคม ว่าที่จริงมีลักษณะอธิบาย คำว่ากาฝากสังคม พระสงฆ์ไม่ได้กินแรงงานสังคม แต่พระสงฆ์ก็ทำงานในหน้าที่ของพระสงฆ์ ซึ่งเป็นการตอบแทนสังคมและให้แก่สังคม ผู้กินแรงสังคมนั้นคือผู้ที่สังคม

จะต้องเลี้ยงดูโดยส่วนเดียว แต่พระสงฆ์มีลักษณะเช่นนั้นหรือ

        ดีแต่สอนตัวเองไม่ทำหมายความว่าอย่างไร ?

        สิ่งที่พระนำมาสอนนั้น เป็นการทำหน้าที่ของฑูตอ่านพระราชสาส์น เพราะคำสอนเป็นของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ นำมาบอกกล่าวให้ทราบเท่านั้น พระจึงทำหน้าที่เหมือนราชฑูตอ่านพระราชสาส์น

        ข้อว่าดีแต่สอน หากท่านทำได้ก็ควรอนุโมทนา เพราะเราหาพระที่สอนได้ดีๆยากมาก แม้ท่านทำได้เพียงระดับนี้ก็ควรยินดีแล้ว ข้อที่ว่าตัวเองไม่ทำนั้น เป็นการกล่าวหาแบบไม่มีเหตุผล คนที่ทำเช่นนั้น

ทำอย่างพระสอนได้ใหม? อย่ากินอาหารตอนเย็นไม่ต้องมากหรอก เดือนละ๔ครั้งเท่านั้น รักษาศีล๕ ให้ได้ เหล่านี้พระทำได้นะ หากชาวบ้านทำได้จากส่วนน้อยนิดที่พระสอน และทำได้ดังที่กล่าวนั้น

 น่าจะเป็นการพอแล้วสำหรับชีวิตของการครองเรือน

        เรื่องศาสนานั้นไม่ใช่นั่งดื่มเหล้าแล้วพูดเรื่องนิพพาน แต่เป็นเรื่องที่คนทุกคนจะต้องตรวจสอบตนเอง แล้วปฏิบัติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะที่ตนเป็น จึงจะได้รับผลประโยชน์จากศาสนา

        คำกล่าวหาศาสนาในลักษณะนี้หรือลักษณะอย่างอื่น หน้าที่ของพระหรือชาวพุทธก็ตามควรทำเพียง ไม่โกรธแค้นเมื่อเขากล่าวตำหนิ ไม่หลงดีใจเมื่อเขายกย่องสรรเสริญ เขาพูดถูกยอมรับเขา

เขาเข้าใจผิดชี้แจงให้เข้าใจ  เชื่อหรือไม่เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลไม่ควรหวังผลเลิศอะไรในเรื่องนี้.

ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยสนใจในพระพุทธศาสนาและ ผู้ที่สนใจอยู่แล้วได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง คนที่ ไม่สนใจพระพุทธศาสนาบางคนคิดว่าไม่จำเป็นบ้าง อายบ้าง พระพุทธศาสนาล้าสมัยบ้าง ?

Posted in ข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับคำสอน, คำถามในศาสนาพุทธ tagged at 10:39 am by whybuddha

                           SUKOT005                               

        ปัญหาข้อนี้เกี่ยวเนื่องกับข้อก่อนจึงจะตอบในประเด็นที่แตกต่างออกไปการสร้าง

ความสนใจในพระพุทธศาสนาเหมือนกับการสร้างความสนใจในเรื่องอื่นๆ จำเป็นจะต้อง

มีวิธีการและหลักการในการดำเนินงานเพื่อเรียกร้องความสนใจ การยอมรับ นับถือ ในสิ่งนั้นๆ

        เป็นเรื่องปกตินิสัยของคนประการหนึ่งคือการให้ความสนใจในเรื่องของคนอื่นเรื่อง

ที่ไกลจากตัวเช่น เรื่องข่าวสารการเมืองคนไทยมีความรอบรู้ ในด้านประวัติศาสตร์คน

สำคัญเมืองสำคัญของฝรั่งมากกว่าประวัติศาสตร์ของไทยเสียอีก

        ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ?

        เพราะนอกจากจะเป็นปกตินิสัยดังกล่าวแล้วคือ ความต้องการฐานะที่สังคมยอมรับ

นับถือว่าเป็นคนมีความรอบรู้ในด้านต่างประเทศ ข้อนี้พึงให้เห็นได้ง่ายๆเช่นครูสอน

ภาษาไทย หายากมากกว่าครูสอนภาษาอังกฤษเพราะคนมีความรู้สึกว่า

        “สอนภาษาอังกฤษโก้เก๋กว่า แสดงว่าเป็นผู้มีความรอบรู้อย่างแท้จริง”

        ศาสนาพุทธมีลักษณะเดียวกับภาษาไทยคือเกิดมาถึง ก็เป็นชาวพุทธกันตามสำมะโน

ครัวแล้ว คนไทยจึงเป็นชาวพุทธโดยกำเนิดกันเป็นส่วนมาก ว่านโมกันได้ตั้งแต่เป็น

เด็กๆ แต่ไม่ทราบว่า ว่าไปทำไม และหมายความว่าอย่างไร พระพุทธศาสนาจึงคุ้นเคย

กับคนไทยอย่างที่เรียกว่าเป็นคนกันเอง มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่เมื่อมีคนมาถาม

เรื่องพระพุทธศาสนากลับตอบไม่ได้เหมือนอะไร ?

        เหมือนเพื่อนที่เคยคุ้นเคยกันมาก เรียกชื่อเล่นกันมาจนชิน พอเอาเข้าจริงไม่ทราบ

ว่าชื่อจริงๆของเพื่อนชื่อว่าอย่างไร

        ปกตินิสัยเหล่านี้จะเห็นว่ามีทั่วไปในโลก คนอเมริกาที่สนใจทางศาสนาอาจทราบ

หลักธรรมในพระพุทธศาสนาดีกว่าคนไทยบางคนเสียอีก แต่ในขณะเดียวกันคนไทยบาง

คนอาจทราบเรื่องศาสนาคริสต์ดีกว่าพวกฝรั่งบางคน

        “เมื่อความจริงอันเป็นปกตินิสัยของคนเป็นอย่างนี้เราควรจะทำอย่างไร ?

        นอกจากเหตุผลที่กล่าวในข้อก่อนแล้วการแผยแพร่ศาสนาธรรมในปัจจุบันได้ทำกัน

อย่างกว้างขวางและจริงจังมากทีเดียว แต่ผลกลับไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน หนังสือทาง

ศาสนาพิมพ์ ๒,๐๐๐ เล่ม ขาย ๒ปี ไม่หมด ตรงกันข้ามกับหนังสือกำลังภายในของจีน

ขายได้แต่ละวันเป็นหมื่นๆเล่ม

        อะไรจะเป็นเหตุให้เกิดความแตกต่างเช่นนี้ ?

        เป็นเรื่องของจิตที่เกิดมาจากเรื่องเหล่านั้น หมกมุ่น ครุ่นคิดแต่ในเรื่องกาม กิน

นอน การไหลไปของจิตในเรื่องนั้นจึงเป็นไปได้ง่าย เพราะเป็นธรรมชาติ แต่หลักธรรม

ในศาสนาไม่เป็นอย่างนั้น คำสอนในศาสนาเป็นความจริงตามธรรมชาติ แต่ในขณะ

เดียวกัน พยายามที่จะดึงคนให้สามารถทวนกระแสธรรมชาติบางอย่าง ตลอดถึงเรียนรู้

เหตุผลหาประโยชน์จากธรรมชาติจนถึงอาจควบคุมธรรมชาติและอยู่เหนือธรรมชาติได้

ในที่สุด

        เป็นการฝืนความรู้สึกปกติของคนจนบางคน ขนาดขยาดความยากของพระพุทธ

ศาสนากลัวว่าจะถูกบังคับในด้านต่างๆ  กลัวว่าหากการศึกษาและปฏิบัติธรรมจะ

กลายเป็นคนแก่ ต้องเข้าวัดหมดสนุก จนถึงไม่รวยเป็นต้น จนถึงกับมีคำพูดในหมู่คนบาง

พวกว่า    “ไม่โกงไม่รวย อยากรวยต้องโกง”

        ความคิด คำพูดเช่นนี้เป็นการหลงประเด็นแห่งชีวิตอย่างแรง เพราะกำหนดค่าของ

ความร่ำรวยกันด้วยวัตถุเพียงประการเดียว การจะสร้างความใส่ใจ สนใจ ในพระ

พุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ อาจทำได้ด้วย การเปลี่ยนแปลงค่านิยมในสังคม

บางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อความสนใจในธรรม และนำคนไปสู่หายนธรรมของความ

เป็นมนุษย์

        ให้การอนุเคราะห์ ส่งเสริม ยกย่อง ผู้ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมทั้งในด้าน

วัตถุและกำลังใจ

        ให้ความหวังแก่เขาเหล่านั้นว่า ผู้ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม จะได้รับการยก

ย่อง และได้รับความสุขตามสมควรแก่การปฏิบัติ

        เหล่านี้เป็นงานที่ต้องทำร่วมกันระหว่างฝ่ายบ้านเมือง สังคม ศาสนา ในด้านศาสนา

จักรโดยตรงนั้นจะต้องตระหนักถึงงานอันเป็นภาวะของตนว่า ศาสนาทายาทที่ดีนั้น

ควรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์แก่สังคมอย่างไรบ้าง โดยยึดหลักที่ว่า

        “พระสงฆ์คือหมู่ชนที่ศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ

พระพุทธเจ้าและสอนบุคคลอื่นให้ปฏิบัติตามด้วย” เป็นประการสำคัญ

        เส้นทางใดที่บุรพาจารย์ได้ประสบความสำเร็จ ในการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ประ

ชาชนก็ให้ดำเนินการไปตามนั้นเช่น

        ทำวัดในพระพุทธศาสนาให้สมนามว่า อาราม อันแปลว่า สถานที่ทำให้สบายใจ

ด้วยการสร้างความงามเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบ สะอาด ให้เกิดขึ้นในอาราม

        สร้างบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นตัวอย่างในทางความประพฤติและมีขีด

ความสามารถในการสอนธรรม อันอาจดึงดูดคนเข้าวัด เข้าหาพระและฟังธรรมได้

        ละเว้นการกระทำในลักษณะที่ทำให้คนหลงทางด้วยอาศัยสิ่งที่เรียกว่าเป็นวัตถุ

มงคลให้น้อยลง หากจำเป็นจะต้องมีสิ่งนั้นๆ ควรแนะนำให้เขาทราบว่า ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์จะเกิดได้หากมีธรรมะ ซึ่งอาจจะสอดแทรกธรรมะเข้าไปตามควรแก่

ฐานะของบุคคล

        สร้างส่งเสริมการศึกษาของศาสนาและทำงานด้วยความเสียสละ เพื่อผลิตศาสนา

ทายาทที่มีความสามารถเหมาะสมแก่กาล สมัย สังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปจน คนเข้าวัด

ไม่มีความรู้สึกว่า ตนต้องฟังคนที่มีความรู้น้อยกว่าตนสั่งสอน

        งานเหล่านี้พูดไปก็เหมือนความฝัน อันที่จริงนั้นผู้รับภาระของชาติ ศาสนา ตระหนัก

ถึงปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาที่ติดอยู่คือ

        “คนเป็นไม่อยากทำ ไม่มีเวลาทำ เพราะท่านเป็นกันมากจนทำไม่ไหว คนไม่ได้เป็น

อะไรก็อยากทำกัน พอเป็นเข้าจริงๆก็หมุนเข้าวัฏฏจักรแห่งชีวิตเดิม คือ ไม่ทำ ไม่อยาก

ทำ ไม่ได้ทำ ทำไม่ทัน จนถึงทำไม่เป็น”

        แต่ท่านก็อยากเป็นกัน คนประเภทนี้มีมากเสียด้วยไม่ว่าในทางบ้านเมืองหรือทาง

ศาสนาก็ตาม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนเหมือนกันก็อดจะทิ้งความเป็นคนไม่ได้

        หากคนพยายามลดความอยากเป็นให้น้อยลง พยายามทำงานอันเป็นหน้าที่ของตน

ให้มากขึ้น ด้วยการรับงานเฉพาะที่ตนทำได้ และทำได้ดีเท่านั้น อะไรๆก็คงจะดีขึ้นกว่า

นี้มากทีเดียว.

ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชาวพุทธไทยสมัยใหม่มีความเข้าใจ ในพระพุทธศาสนาได้ถูกต้อง ไม่เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาทำให้ ประเทศไทยไม่เจริญเท่าฝรั่ง พระพุทธศาสนาทำให้เพ้อฝัน เพราะสอนให้มักน้อยสันโดษ ?

Posted in คำถามในศาสนาพุทธ, สันโดษ tagged , at 10:38 am by whybuddha

  เรามีคำประโยคหนึ่งว่า

“คนต้องนำ สัตว์ต้องต้อน”

        อันเป็นการแสดงปกติของคนกับสัตว์ซึ่งแตกต่างกัน เราต้องการให้สัตว์เดินไปทาง

ใด ก็ต้องต้อนให้เดินไป แต่คนทำอย่างนั้นไม่ได้ คนต้องอาศัยการนำ โดยเฉพาะอย่าง

ยิ่ง นำด้วยการปฏิบัติ แม้ในหมู่สัตว์ก็มีลักษณะอย่างนั้นคือว่าสัตว์จะต้องเดินไปตาม

จ่าฝูงหัวหน้าตลอดไป ปัญหาเรื่องผู้นำทางศีลธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญมาก ในการที่

จะนำสังคมไปสู่ทิศทางที่สังคมต้องการ ข้อนี้ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงไว้ว่า

        “เมื่อโคว่ายน้ำข้ามฟากไปอยู่ หากโคจ่าฝูงว่ายไปตรงโคทั้งฝูงก็ว่ายไปตรงด้วย หากจ่าฝูงว่ายไปคดโคทั้งฝูงก็ว่ายไปคดตาม”

        ในสังคมของคนก็เหมือนกัน คนใดได้รับสมมติให้เป็นใหญ่เป็นหัวหน้าหมู่ หากคน

นั้นประพฤติธรรม คนทั้งปวงก็พลอยประพฤติธรรมตาม หากว่าหัวหน้าไม่ประพฤติ

ธรรมคนทั้งหลายก็ไม่ประพฤติธรรมตามไปด้วย

        แต่สภาพสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างไร ?

        การไม่ยอมรับนับถือคุณค่าทางศีลธรรม ได้รับการปฏิบัติอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ

ในกลุ่มคนที่มีบทบาทอย่างสำคัญในการกำหนดวิถีชีวิตของเยาวชน แม้ว่าบางคนจะ

ตระหนักถึงความจำเป็นทางด้านศีลธรรม

        แต่ทำไปในลักษณะมือถือแก้วเหล้าปากพร่ำสอนเยาวชนให้เห็นโทษของการ

ดื่มเหล้าและคนเหล่านั้นมีอยู่ไม่น้อยที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่ๆที่ถือกันว่าเป็นผู้มีเกียรติ

        คนสมัยใหม่ไม่ใช่เป็นคนเลวร้ายอะไร กลับเป็นคนดีที่มีเหตุผล เขาพร้อมที่จะรับฟัง

เหตุผลที่แสดงออกไปแล้ว ไม่ทำให้เขาเห็นว่าขัดแย้งกันกับการกระทำของผู้ที่เดินไป

ข้างหน้าเขา การคิดจะแก้ไขปัญหานี้จึงขึ้นอยู่กับการสร้างปัจจัยทางสังคมในลักษณะ

ที่ให้คนสมัยใหม่ๆเห็นคุณค่าทางศีลธรรมจนสามารถปรับสภาพจิตให้เกิด

        “การยอมรับ นับถือ เชื่อฟัง และศรัทธา ที่จะทำตาม”

        หากต้องการให้เกิดผลที่ตนต้องการก็ต้องเริ่มจากสถาบันครอบครัวซึ่งมีบบทบาท

อย่างสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางของเยาวชน

        การจัดการศึกษาในเรื่องศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของนักเรียน คือเรียนไปแล้ว

ใช้ได้ทันทีเหมือนเรียนวิชาสุขศึกษา ว่าด้วยการอาบน้ำ ชำระฟัน กินอาหารสะอาด เป็นต้น ซึ่งเมื่อพูดไปแล้ว ผู้ฟังเกิดเห็นจริง เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น

        การยกย่องคนทำความดีที่ถูกต้องตามหลักของศีลธรรม กฎหมายให้ปรากฏ เป็นต้น

เมื่อทำเช่นนี้แล้วความสนใจที่จะศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมก็จะติดตามมา ความคับใจข้อง

ใจในระบบคำสอนบางประการดังที่ยกตัวอย่างมานั้น เกิดขึ้นเพราะขาดการศึกษา

โดยเหตุผลของศาสนา

        เมื่อคนในสังคมได้รับการปรับทัศนคติทางศีลธรรมจากจุดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเขา

ไม่เป็นการยากที่จะทำความเข้าใจในหลักการและวิธีการของศาสนา

         อย่าลืมว่า พัฒนาการทางจิตย่อมมีความสำคัญกว่าพัฒนาทางด้านวัตถุ แต่หากจะ

ทำให้เกิดขึ้นได้ทั้งสองฝ่ายย่อมเป็นการดียิ่งขึ้น

        การที่ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนานั้นให้เข้าใจว่าไม่ใช่เพราะหลักธรรมใน

พระพุทธศาสนา แต่เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ร้ายแรงที่สุด

        “คือการละเลยศีลธรรมในศาสนา อันออกผลมาเป็นการคอร์รัปชั่น อบายมุขในรูป

แบบต่างๆ อาชญากรรมซึ่งแต่ละอย่างหากคนสนใจและปฏิบัติตามหลักธรรมในศาสนา

แล้วจะไม่เกิดขึ้นเลย และประเทศไทยจะเจริญมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งเป็นความ

เจริญอย่างมีสัดส่วนระหว่างวัตถุกับจิตใจ ไม่เป็นความเจริญแต่วัตถุแต่จิตใจต่ำซึ่ง

เป็นความเจริญแบบคนปัญญาอ่อน.

ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชาวบ้านเข้าวัด ไม่เบื่อวัด หรือเข้าใจ ผิดในการเข้าวัดเหมือนในขณะนี้ ?

Posted in หลักปฏิบัติต่างๆ tagged at 10:35 am by whybuddha

SM_BUDDH         เอคำถามนี้ออกจะชอบกลอยู่นาไม่เข้าใจว่า ผู้ถามมีความเข้าใจคำถามของตน

อย่างไรบ้างเพราะว่าโดยปกติแล้วคนที่เข้าวัด ย่อมไม่เบื่อวัด การที่เขาพยายามสละกิจ

การงานของตนไปวัด เป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าเขามิได้เบื่อวัด ถ้าเขาเบื่อเขาก็ต้อง

ไม่เข้าวัด การที่เขาเข้าวัดแสดงว่าเขาไม่เบื่อการกระทำมีการยืนยันความรู้สึกอยู่

อย่างนี้จะให้เขาเข้าว่าอย่างไร ?

        ในกรณีของคนบางคนที่แสดงออกมาว่าตนเบื่อวัดไม่อยากเข้าวัดนั้นอาจจำแนก

ออกได้หลายพวก เช่น

       – พวกที่พูดเพื่อแสดงว่าตนนั้นดีวิเศษเหลือเกิน วัดเป็นสถานที่ไม่คู่ควรแก่การเข้า

ไปของตนจึงบอกว่าตนเบื่อวัด

       – พวกที่ไม่พร้อมจะเข้าวัดเพราะการงาน หรือเพราะการอยากสนุกเป็นต้นแต่หาก

จะอ้างอย่างนั้นทำให้มีข้อโต้แย้งได้ จึงโยนความไม่ดีไปให้วัดเป็นทำนองว่า

        ที่จริงฉันนะมีศรัทธาในศาสนามากอยากเข้าวัด เมื่อก่อนเคยเข้าประจำแต่เห็น

ความไม่เหมาะสมไม่ควรภายในวัด จึงเบื่อไม่อยากเข้าว่าเขานั่น พวกนี้คือองุ่นเปรี้ยว

อย่างที่รู้ๆกัน

        -พวกหนึ่งนั้นเป็นคนมีอัธยาศัยประณีตเข้าไปในวัด เห็นความไม่เรียบร้อย เช่นการ

วางตัวไม่เหมาะสมของผู้ที่อยู่ในวัด วัดขาดความเป็นระเบียบสกปรกรกรุงรัง การเรี่ยไร

หลายรูปแบบที่น่าเลื่อมใสบ้าง ไม่น่าเลื่อมใสบ้างซึ่งส่วนมากแล้ว ไม่น่าเลื่อมใส

การขัดแย้งผลประโยชน์กันในด้านต่างๆของพวกที่ไม่เข้าถึงหลักอันแท้จริงของศาสนา

ตลอดถึงการอรรถาธิบายธรรมออกนอกแนวทางพระศาสนาเป็นต้น

        เนื่องจากเป็นคนรักพระศาสนาปรารถนาที่จะเห็นความเรียบร้อย สวยงาม เหมาะสม

แก่ศาสนาสถานและศาสนาบุคคล เมื่อไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการจึงเกิดอาการเบื่อ

หน่ายไม่ต้องการที่จะเข้าวัด

        คนประเภทนี้เป็นพวกที่ควรแก่การสนใจที่สุดการจะแก้ไขนั้นอาจทำได้ด้วย

        ๑.หากสำนึกว่าศาสนานั้นไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาที่จะ

ต้องร่วมกันแก้ไข การปลีกตนออกไปจึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ควรร่วมมือกันแก้ไขด้วยเหตุผล

และวิธีการที่เหมาะสม

        ๒.คนที่อยู่ภายในวัดต้องสำนึกว่าตนเองเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่ทางศาสนาต้องพฤติ

ตนและกระทำการต่างๆ ในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบให้ดี

        ๓.พยายามอย่าใช้วิธีกล่าวโจมตีหรือเกณฑ์ให้คนนั้นคนนี้ทำเพียงอย่างเดียว ใครมี

ความรับผิดชอบศาสนาใด จุดใด ควรทำหน้าที่ของตนให้ดีตามควรแก่ฐานะนั้นๆ

        อย่าลืมว่าปัญหาที่เกี่ยวกับชาติศาสนานั้น เป็นปัญหาร่วมกัน การจะแก้จึงควรร่วมมือ

กันแก้ การถือว่าธุระไม่ใช่หรือชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ไม่ควรใช้ไปทุกกรณี หากทำได้เช่นนี้ผล

ดีจะเกิดขึ้นแต่อย่าเล็งผลเลิศจนถึงกับ

        “ต้องการจะให้ทุกคนที่นับถือศาสนาพุทธเข้าทำบุญในวัด เพราะเป็นไปไม่ได้และไม่มี

ความจำเป็นมากขนาดนั้น ขอเพียงให้คนสนใจในศีลธรรมปฏิบัติตามศีลธรรมกันตาม

ควรแก่ฐานะก็เป็นเพียงพอแล้ว”

คนไทยเป็นชาวพุทธเกือบทั้งประเทศแต่ทำไมจึงมีคน ดื่มเหล้ากันมาก และมีขโมยมาก ข้อนี้แสดงว่าศาสนาพุทธ ยังไม่ดีจริง ?

Posted in หลักปฏิบัติต่างๆ, เรื่องของสังคมและการวางตน tagged at 10:33 am by whybuddha

 GDHARA2                                             

        อ้าว ทำไมว่าอย่างนั้นละ? ไม่ขาดเหตุผลไปหน่อยหรือ ?

        เรื่องคนไทยในประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนากันเกือบทั้งประเทศนั้นจริงอยู่

แต่เราไม่ควรลืมว่าการลักขโมยก็ดี การดื่มสุราก็ดี เป็นข้อห้ามในพระพุทธศาสนา

การที่คนไม่ทำตามศาสนาที่ตนนับถือ เราจะถือว่าเป็นความผิดของคนหรือศาสนาละ ?

        ข้อนี้พึงเห็นตัวอย่างดังนี้ ภายในแผ่นดินนั้นมีทรัพยากรอันมีค่ามหาศาล ใครๆก็

ทราบ แต่ไม่มีใครนำเอาทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ คนคงยากจนขัดสน

เหมือนเดิม เราจะถือว่าการที่คนยากจนนั้นเป็นความผิดของแผ่นดินหรือ  ?

          เรื่องข้อห้ามทางศาสนาและคำสอนในทางศาสนาก็เช่นเดียวกัน ศาสนาและผู้เผย

แผ่ศาสนา ทำได้เพียงชี้ทางแห่งความเสื่อมและความเจริญให้เหมือนหมอตรวจโรคพบ

สมุฏฐานแล้วจ่ายยาให้แก่คนป่วยกำหนดให้รับประทานตามขนาดตามเวลา แต่คนป่วย

กลับไม่นำพา เมื่อเขาไม่หายจากโรคหรืออาการของเขาหนักขึ้น เราจะถือว่าเป็นความ

ผิดของหมอของยาหรือ ? เรื่องศาสนาดีจริง แต่ผลเสียทางสังคมที่ออกมานั้นเป็นเพราะ

        “คนทำดีไม่ถึงหลักของศาสนา แม้เพียงศีล ๕ประการก็มีคนรักษาได้น้อย”

          ปัญหาเรื่องอาชญากรรมต่างๆนั้น สาเหตุของปัญหามีหลายด้าน เราจะพุ่งไปที่ด้าน

ใด ด้านหนึ่งไม่ได้ เช่นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา เป็นต้น การแก้จึง

ควรแก้ในหลายๆด้าน และต้องมีการร่วมมือประสานงานกัน ไม่ใช่มาคอยนั่งค่อนขอด

นินทากันอยู่ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่ใครเลย.

ชาวพุทธเป็นคนเกียจคร้าน ไม่จริง คือไม่เอาจริง

Posted in พระพุทธเจ้า, พระสงฆ์, ศาสนาต่างๆ tagged at 10:32 am by whybuddha

SHYA04              ความเกียจคร้านเป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ต้องการความสะดวก

สบาย กิน นอน เที่ยว อยากได้อะไรก็ขอให้ได้มา โดยไม่ต้องใช้ความเพียรพยายามจน

เกิดเป็นลัทธิสวดอ้อนวอน บวงสรวง ขอในสิ่งที่ตนต้องการจากสิ่งที่ตนเคารพนับถือ

แม้ว่าคนเจริญมาถึงมีศาสนา การขอร้องอ้อนวอนก็ยังมีอยู่

               แม้ผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์เป็นอันมาก เช่นเครื่องคิดเลข ก็เป็นการผลิตขึ้น

เพื่อสนองความต้องการสะดวกสบายของคน เมื่อความเกียจคร้านเป็นสัญชาติญาณ

ปกติของคน จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะนำมาเกี่ยวกับศาสนาใด เพราะคนเกียจคร้านมี

ทุกศาสนา แต่คำสอนให้คนเกียจคร้านไม่มีในศาสนาของโลกทุกศาสนา

              ดังนั้นในด้านของความเป็นจริงแล้ว เราต้องยอมรับว่าทุกศาสนาสอนให้คนช่วยตน

เองมีความหมั่นขยัน เสียสละ เป็นต้น หากคนในศาสนานั้นๆจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

กับที่ศาสนาได้สั่งสอนไว้ ก็เป็นเรื่องของคนไม่เกี่ยวกับศาสนาแม้แต่นิดเดียว.

พุทธศาสนิกชนโง่หรือฉลาดที่ไปกราบไหว้อิฐ ปูน ต้นไม้ และการกราบไหว้พระพุทธรูปจะจัดเข้าในประเภทบูชารูปเคารพ หรือไม่ ถ้าไม่ ต่างกันอย่างไร ?

Posted in คำถามในศาสนาพุทธ, ชาวพุทธ tagged at 10:31 am by whybuddha

 SAKYAMUNI2                                                            

             ความโง่ฉลาดของคนนั้นไม่ได้วัดกันด้วยการกระทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

แต่ต้องมองกันในหลายๆด้านด้วย คนเรานั้นอาจฉลาดในเรื่องหนึ่ง แต่กลับโง่อย่างหนัก

ในอีกเรื่องหนึ่งก็ได้

             หากอิฐ ปูน เป็นซากของสถานที่สำคัญ เช่นสังเวชนียสถานก็แสดงว่าเขาไม่ได้ไหว้

อิฐ ปูน แต่ไหว้เพราะอาศัยอิฐปูนนั้นเป็นสื่อ ให้น้อมรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์

เช่นเดียวกับการไหว้พระพุทธรูป เจดีย์ อื่นๆ

              หากเป็นการไหว้ อิฐ ปูน ธรรมดา นึกไม่ออกว่าใครจะไปไหว้ทำไม ?

                 ถ้าจะว่าเป็นกรณีของพระพุทธปฏิมาที่สร้างด้วยอิฐ ปูน ในขณะไหว้ใครคิดว่า

ตนเองไหว้อิฐปูน ก็ต้องจัดว่าเป็นบรมโง่ทีเดียว

                พระพุทธรูปไม่ว่าจะสร้างขึ้นด้วยอะไร ก็ตามรวมถึงพระเจดีย์ไม่ว่าจะเป็นธาตุเจดีย์

ธรรมเจดีย์ บริโภคเจดีย์หรือ อุทเทสิกเจดีย์ก็ตาม ล้วนแต่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรำลึก

ถึงพระพุทธเจ้า เวลาไหว้ใจคนจะน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าโดยอาศัยสิ่ง

เหล่านั้นเป็นเครื่องกระตุ้นให้ระลึกถึง

              ทำไมจึงต้องสร้างเป็นรูปวัตถุเช่นนั้น?

                   เพราะพระพุทธคุณเป็นนามธรรม โดยหลักทั่วไปแล้วการระลึกถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม

ล้วนๆ สำหรับคนทั่วไปแล้วทำได้ยาก เหมือนระลึกถึงคุณของพ่อแม่ หากจะมีรูปท่านอยู่

ด้วยจะให้ความรู้สึกแปลก คือ ให้ความซาบซึ้งมากกว่าที่จะคิดถึงในเชิงนามธรรม

ล้วนๆ แต่เมื่อว่าตามความจริงแล้วคนหาได้คิดอยู่เพียงรูปถ่ายของท่านไม่ รูปถ่ายท่าน

เป็นเพียงสื่อให้คิดได้ดีขึ้นเท่านั้นเอง เรื่องการกราบไหว้พระพุทธรูป เจดีย์ ที่สร้าง

ด้วยอะไรก็ตาม ผู้ไหว้หาได้ติดอยู่เพียงรูปเหล่านั้นไม่ รูปเหล่านั้นจึงทำหน้าที่เป็นสื่อทาง

จิตเพื่อได้อาศัยรำลึกถึงพระพุทธเจ้าและพระพุทธคุณ

                 ด้วยเหตุนี้การกราบไหว้พระพุทธรูป จึงไม่เหมือนการไหว้กราบรูปเคารพ

อย่างที่พวกนับถือรูปเคารพกระทำกัน

        ทำไมจึงไม่เหมือนกัน

                  เพราะพวกสร้างรูปเคารพนั้น ผู้ที่ตนนำมาสร้างเป็นรูปไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงเป็น

แต่คิดฝันขึ้น บอกเล่าสืบต่อกันมา ส่วนมากจะเกิดขึ้นจากพวกที่ต้องการประโยชน์จาก

ความนับถือรูปเคารพเหล่านั้นของคนทั้งหลาย คนนับถือรูปเคารพจึงนับถือเพราะ

       “ความไม่รู้ จึงเกิดความกลัว”

        การไหว้รูปเคารพจึงเป็นการกระทำเพื่อ

        ๑.ประจบเอาใจรูปเคารพเหล่านั้นไม่ให้ท่านโกรธ

        ๒.ต้องการอ้อนวอน บวงสรวง ให้ท่านประสิทธิ์ประสาทสิ่งที่ตนต้องการและพิทักษ์

รักษาตน พร้อมด้วยบุคคลที่ตนต้องการให้รักษา

                แม้ว่าบุคคลบางคนจะไหว้พระพุทธรูป เพื่อต้องการขอสิ่งที่ตนต้องการอยู่บ้าง

แต่ไม่มีลักษณะของการประจบเอาใจต่อพระพุทธรูป เพื่อไม่ให้ท่านโกรธอย่างที่พวก

นับถือรูปเคารพกระทำกัน พระพุทธรูปจึงไม่เหมือนกับรูปเคารพอย่างที่บางคนเข้าใจกัน.

พระอรหันต์มีจริงหรือไม่ บางคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องปั้นขึ้น เพื่อให้คนเห็นเป็นอัศจรรย์แล้วเลื่อมใสในศาสนา ?

Posted in ข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับคำสอน, นิพพาน tagged at 10:29 am by whybuddha

RUPA_SKETCH5       อ้าวทำไมพูดอย่างนั้นละ ?

                การพูดเช่นนี้ออกไม่ค่อยดีนัก สำหรับคนที่ประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกเพราะว่า

พระอรหันต์เป็นบุคคลที่บรรลุผลสูงสุดในพระพุทธศาสนามีตัวอย่างบุคคลผู้ใด้บรรลุ

ในระดับนี้ให้รู้ให้เห็นกันในประเทศต่างๆ ไม่ใช่มีเฉพาะอินเดียประเทศเดียวเท่านั้น

การพูดในทำนองปฏิเสธจึงเป็น

               มิจฉาทิฏฐิ ข้อที่ปฏิเสธว่าไม่มีสมณะ พราหมณ์ ผู้ปฏิบัติชอบ

               อริยุปวาท คือการกล่าวตู่พระอริยเจ้าไม่เป็นมงคลเลยจริงๆ

                แต่เอาเถอะ เมื่ออ้างว่าเป็นคำกล่าวของคนอื่นจะได้ให้ข้อสังเกต เพื่อเป็นเครื่องพินิจ

พิจารณาด้วยการอาศัยสติปัญญาระดับธรรมดาๆก็จะเกิดความเข้าใจและยอมรับ

        ความเป็นพระอรหันต์ท่านกำหนดกันด้วยอะไร  ?

                ความเป็นพระอรหันต์นั้น ท่านกำหนดเอาที่ความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจของ

ผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ จนสามารถละสังโยชน์คือกิเลสที่ผูกใจสัตว์ออก

ได้สิ้นเชิงคือ

          ละความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน

        ความลังเลสงสัยในเรื่องต่างๆ

        การถือเรื่องขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างขาดเหตุผล

        ความกำหนัดรักใคร่ในรูปเสียงเป็นต้น

        ความไม่พอใจกระทบกระทั่งทางใจ

        ความหลงติดในรูปธรรมและรูปฌาน

        ความยึดติดในนามธรรมและอรูปฌาน

        ความถือตัวถือตนยกตนข่มท่าน

        ความคิดพล่านขาดความสงบทางจิต

        ความหลงงมงายไม่รู้จริง

        ให้สังเกตว่าสังโยชน์เหล่านี้ แม้แต่คนธรรมดาความรู้สึกในลักษณะต่างๆที่กล่าวมา

นี้ไม่ได้ครอบงำบังคับจิตใจคนอยู่ตลอดเวลา คนธรรมดาๆจึงมีความรู้สึกเหล่านี้มาก

น้อยแตกต่างกัน เมื่อบุคคลเหล่านี้หันมาฝึกฝนจิตไปตามหลักที่ทรงแสดงไว้จะพบว่า

ท่านเหล่านั้นมีความรู้สึกเช่นนั้นเบาบางลง ผิดจากสามัญชนลงไปมากซึ่งอาจสังเกต

ได้ทั้งจากนักบวชและชาวบ้านที่ปฏิบัติธรรม

               หากท่านปฏิบัติไปตามหลักการและวิธีการที่ทรงแสดงไว้จึงไม่น่าสงสัยว่าท่านจะ

ละกิเลสเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปไม่ได้

              อีกประการหนึ่งหากว่ามรรคผลในพระพุทธศาสนาไม่มีอยู่จริงแล้ว นักปราชญ์ คณาจารย์ในสมัยพุทธกาลและสมัยต่อๆมาเป็นอันมาก คงไม่ยอมสละฐานะตำแหน่ง

ของท่านมาบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาหรอก

              ในสายตาของชาวบ้านนั้น ความมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติตำแหน่ง ยศ เป็นสิ่งที่

พึงปรารถนาของทุกคน แต่ตามประวัติที่บันทึกไว้ในที่ต่างๆ ปรากฏว่าพระราชา

เศรษฐีเป็นอันมาก ยอมสละความสุขในการปกครองเรือนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

เขาจะสละทำไม หากไม่มีสิ่งทีดีกว่าสมบัติเหล่านั้น ?

              พระอรหันต์เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติอย่างมีขั้นตอน ทรงแสดงไว้โดยละเอียด

ทั้งได้บอกผลที่คนจะพบเห็นได้ในระหว่างทางที่ก้าวเดินไป เพื่อความเป็นพระอรหันต์ คน

ที่ต้องการพิสูจน์จึงไม่ยากเย็นอะไรที่จะพิสูจน์ดูว่ามีจริงหรือไม่

        “การปฏิเสธเรื่องอะไรก็ตามควรทำหลังจากตนที่ตนได้พิสูจน์ทดสอบตามกรรมวิธีที่

ท่านแสดงไว้เสียก่อน ไม่ใช่ทำแบบคนตาบอด

            ปฏิเสธความมีอยู่ของสีต่างๆ โดยอาศัยเหตุเพียงตนไม่เห็นอย่างเดียวทำเช่นนั้น

ออกจะไร้เหตุผลมากไป”

              จากอดีตกาลถึงปัจจุบัน คนระดับปัญญาชนในประเทศต่างๆได้สละความสุขส่วนตน

เพื่อมุ่งผลที่เกิดจากความสงบจากกิเลส ไม่อาจจะนับจำนวนได้ หากท่านไม่ได้สัมผัส

ส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งความสงบบ้างแล้ว ท่านคงไม่ทรมานกายให้ได้รับความลำบากอยู่

หรอก

               พระอรหันต์นั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์พระองค์แรกในพระศาสนานี้ การ

ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะอาสวะทั้งหลายที่พระอรหันต์ควรละได้ พระองค์

ทรงละได้แล้ว ถือเป็นเวสารัชญาณคือพระญาณที่ทำให้พระองค์ทรงกล้าหาญปฏิญาณ

ตนออกไปเช่นนั้นประการหนึ่ง

               ในโลกนี้ไม่มีใครน่าเชื่อถือมากกว่าพระพุทธเจ้า หากไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่

ทราบว่าควรจะเชื่อใครได้อีกแล้ว

               พระพุทธศาสนานั้นไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกคน

        หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็น

        เอหิปสสิโก คือ เชิญชวนให้มาพิสูจน์ทดสอบได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะโดยใคร? ที่ไหน?

เมื่อไร? ย่อมพิสูจน์ได้เพราะว่าหลักธรรมนั้นเป็น

                อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ถูกกำหนดด้วยกาลเวลาแต่ประการใด

ขอเพียงแต่บุคคลได้

               โอปนยิโก น้อมนำพระธรรมมาปฏิบัติ โดยสมควรแก่ธรรมแล้ว เขาเหล่านั้นจะ

เข้าถึง

              สนทิฏฐิโก คือ ประจักษ์ชัดซึ่งผลแห่งธรรมด้วยตนเอง เหมือนคนบริโภคอาหารแล้ว

รู้รสของอาหารด้วยตนเอง เพราะว่าพระธรรมนั้น เป็น

              ปจจตตํ เวทิตพโพ วิญญูหิ อันวิญญูชนจะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น

       ความมีอยู่ของพระอรหันต์บุคคลก็อาจจะยอมรับนับถือเชื่อโดยวิธีดังกล่าวแล้ว

เช่นกัน.

วัดไทยมีมากเกินไป แต่ละวัดก็ใช้เนื้อที่มากสำหรับสร้าง วัด ทำให้ที่ดินสำหรับผลิตผลทางเศรษฐกิจสิ้นเปลืองไปโดย ไม่สมควร พระก็มีมากเกินไป ทำให้เป็นภาระแก่ประชาชน มากไม่เหมือนวัดคริสต์และบาดหลวง

Posted in หลักปฏิบัติต่างๆ, เรื่องของสังคมและการวางตน tagged at 10:28 am by whybuddha

REDBRONZ เอากันอย่างนั้นเลยเชียวหรือ ?

               วัดนั้นเป็นศาสนาสถานหรือศาสนาจักรเป็นสมบัติของสาธารณชนทุกคนเป็น

เจ้าของวัดนั้นๆ เพราะใช้ร่วมกันเหมือนกับสถานที่ราชการของฝ่ายอาณาจักร เป็นสมบัติ

ของชาติบ้านเมือง จำนวนวัดเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของประชากรและประชาคมที่เพิ่มขึ้น

เพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคมที่กระจายออกไปมากขึ้นทุกที

               เมื่อเราเทียบตามสถิติจำนวนประชากรกับพระสงฆ์แล้ว จำนวนพระกลับน้อยอย่างน่า

วิตก ปัจจุบันวัดต่างจังหวัดเป็นอันมาก ที่พระจำพรรษาไม่ครบ ชาวบ้านต้องการทำบุญ

ต้องเที่ยวนิมนต์พระกันหลายๆวัดจึงจะได้ครบตามที่ต้องการ จำนวนพระในเมืองไทย

นั้นเราเคยพูดกันมานานแล้วว่าประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รูป อันเป็นสถิติภายในพรรษา

ปัจจุบันก็คงเป็นอย่างนั้นอยู่ ทั้งๆที่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นไปเป็นอันมากภาระในการบำรุง

นั้น เมื่อเราเปรียบกับจำนวนประชากรแล้วจะพบว่าชาวบ้านประมาณ ๒๐๐ คน รับภาระ

ในการบำรุงพระเพียง ๑ รูป เป็นงานที่ผู้มีศรัทธาและเห็นประโยชน์ในด้านนี้จะไม่มีความ

รู้สึกว่าหนักอะไรเลย

        ในด้านที่ดินซึ่งเสียผลในด้านผลิตกรรมทางเกษตรเป็นต้นนั้น เมื่อวัดเป็นสาธารณ

สถานทางศาสนาเป็นสมบัติของคนในชาติ จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะพูดกันเพราะ

ความเป็นชาตินั้นหาได้มีเฉพาะที่ทำกินเพียงอย่างเดียวไม่ เราต้องสร้างบ้าน ป่าสงวน สถานที่ทางศาสนา ราชการ ที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นต้น

        วัดมีลักษณะของศาสนาสถาน ที่พักผ่อน ที่ประชุม สถานศึกษา

        จึงไม่น่าจะมาพูดในประเด็นนี้

        ส่วนเรื่องวัดคริสต์ศาสนานั้น สำหรับเมืองไทยแล้วใช่ เพราะคนไทยนับถือคริสต์

ไม่เกิน ๓ แสนคน ทั่วประเทศ หากต้องการจะเปรียบเทียบจริงๆ แล้วลองอ่าน

ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ก่อนการปฏิวัติสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ดูเถิด จะทราบว่าอะไร

เป็นอะไรหรือจะดูประวัติศาสตร์ของประเทศยุโรปยุคกลางก็จะเข้าใจดียิ่งขึ้น.

พระทำไมจึงเดินสูบบุหรี่อันเป็นของเสพติดและมีเครื่อง บำรุงกิเลส เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ?

Posted in ข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับคำสอน, คำถามในศาสนาพุทธ tagged , at 10:26 am by whybuddha

PSTPAGAN         เรื่องพระเดินสูบบุหรี่นั้นถือว่าเป็นมารยาทที่ไม่สมควร ท่านถือเป็นเรื่องควรตำหนิ

อันที่จริงพระอุปัชฌายะอาจารย์ ท่านก็อบรมตักเตือนสั่งสอนกันอยู่ การที่บางรูปยังมี

การประพฤติอันไม่ควรอยู่ หากเราจะมองกันด้วยเมตตาจิตและเหตุผลแล้วก็จะได้หลัก

ที่ควรสังเกตดังนี้

        ๑.พระเป็นลูกชาวบ้านที่มีพื้นฐานทางสังคมไม่ถือว่าการเดินสูบบุหรี่เป็นเรื่องเสียหาย

เป็นความเคยชินที่ติดมาจากสมัยเป็นฆารวาส ซึ่งส่วนมากพระที่ติดบุหรี่จะติดมาก่อน

บวช ท่านบวชมาไม่นาน ย่อมไม่อาจละความเคยชินเช่นนั้นได้ เพราะศาสนาไม่ใช่บ่อ

ทองที่พอคนลงไปในบ่อแล้วจะกลายเป็นทองไปทันที อย่างพระสังข์ทองแต่เป็นเรื่องที่ ค่อยๆขัดเกลากันไปจะทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความหยาบ ประณีตของนิสัย

ของแต่ละรูป

        ๒.ทางศาสนาเองไม่อาจจะสงเคราะห์เข้าในพระวินัยข้อใดข้อหนึ่งตามที่ทรงบัญญัติ

ไว้ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ หากจะจัดก็จัดเข้าในข้อว่าด้วย สุราเมรัย แต่โทษ

ของบุหรี่ไม่ถึงกับเมรัย ซึ่งเป็นข้อห้ามขั้นต่ำสุดในด้านยาเสพติด ผิดกับยาเสพติดประเภท

อื่น เช่น เฮโรอีน ฝิ่น กัญชา ซึ่งมีโทษมากกว่าเมรัย สุรา ท่านก็ห้ามไม่ได้เลย

          เมื่อเป็นเช่นนี้การรู้จักสำรวมระวังเป็นหน้าที่ของพระ การมองด้วยความเมตตาและ

เข้าใจในเหตุผลจึงเป็นเรื่องที่คนทั้งหลายควรมี

          ส่วนวิทยุและโทรทัศน์เป็นต้นนั้น เป็นปัญหาทางพระวินัยที่พระจะต้องสำรวมระวัง

เอาเอง การมีไว้ในครอบครองไม่ถือว่าเป็นความผิดเพราะหลักความจริงแล้ววิทยุ

โทรทัศน์เป็นสื่อสารมวลชนที่มีประโยชน์มาก การฟังการดูของพระเป็นเรื่องที่ท่าน

ต้องวินิจฉัยเอาเองว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ท่านขืนดูขืนฟังในเรื่องที่ขัดกับพระวินัย

ท่านก็ต้องอาบัติเหมือนกับพระเดินไปบนถนน ผ่านสถานที่เป็นอันมาก ท่านต้องเลือก

เอาเองว่าสถานที่ใดเข้าไปแล้วผิดพระวินัยหรือไม่ผิดพระวินัย การจะห้ามมิให้พระ

ออกไปนอกถนนเพราะถือว่ามีสถานที่ไม่เหมาะสมมาก ทำไม่ได้ฉันใดการห้ามพระไม่

ให้มีวิทยุอันเป็นสื่อให้เกิดความรู้หรือเกิดบาปก็ได้ จึงไม่อาจทำได้ฉันนั้นตามหลักพระ

วินัยแล้ว

        “การดูการฟังอย่างไร มีความสำคัญกว่าการดูการฟังอะไร”

         อันวิสัยของบันฑิตนั้นอาจมองสาวๆกำลังนอนหลับให้เป็นซากศพไปได้แต่พาลชน

อาจมองซากศพเป็นสาวๆไปได้เช่นเดียวกัน

          สมณสัญญาคือการระลึกว่าตนเป็นสมณะแล้วปฏิบัติกระทำไปในทางที่เหมาะสมแก่

สมณภาวะ เป็นภาวะที่ภิกษุผู้บวชมาจะต้องตระหนักและใช้โยนิโสมนสิการด้วยตนเอง

นี้เป็นกรณียกิจของนักบวชในศาสนาต่างๆ

Next page