July 27, 2009

ทำบุญอย่างไร จึงจะได้บุญมากที่สุดขึ้นอยู่กับสิ่งของที่ให้หรืออยู่ที่ใจ

Posted in หลักปฏิบัติต่างๆ, เรื่องของบาปบุญ tagged at 3:25 am by whybuddha

        คำว่าทำบุญ คนส่วนมากมักเข้าใจว่า ทำทาน “จึงมักมีคำที่พูดกันติดปาก ทำบุญทำทาน

อันเป็นการเข้าใจถูกเพียงจุดเล็กๆจุดเดียวเท่านั้น

         อันที่จริงคำว่า บุญ ท่านแบ่งเป็น2ประเภท คือบุญที่เป็นส่วนเหตุ อันหมายถึงบุคคลจะทำอะไรก็ได้ ที่เมื่อทำแล้วมีการชำระล้างบาปอกุศลภายในใจของตนให้เบาบางไป

บุญที่เป็นส่วนผล คือความสุขกายสบายใจ หลังจากได้กระทำเช่นนั้นไปแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงว่าเราอาจจะทำบุญเมื่อไรก็ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องจ่ายสตางค์เลย และอาจจะได้บุญมากกว่าการจ่ายสตางค์ด้วย ถ้าการกระทำอย่างนั้นมีผลในการขจัดบาปอกุศลได้มากเรื่องของบุญนั้น เราจึงอาจจะยืมคำกลอนโบราณมากล่าวได้ว่า

“บุญนี้มีไม่ไกล ใครปัญญาไว หาได้บ่นาน

ทั่วแคว้นแดนดิน มีสิ้นทุกสถาน ผู้ใดใจคร้านบ่พานพบนา”

ในพระพุทธศาสนา ท่านจึงแสดงบุญกริยาวัตถุคือวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญไว้ถึง 10 ข้อมีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา การประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อวุฒบุคคล และคนทั่วไป การช่วยเหลือขวนขวายในกิจการที่ชอบธรรมของเพื่อนบ้านและสาธารณชน การให้ส่วนบุญแก่บุคคลอื่น และท่านที่ตายไปแล้ว การอนุโมทนาผลบุญของคนอื่น การฟังธรรม การแสดงธรรมที่ตนเรียนมาแล้วแก่คนอื่นและการทำความคิดเห็นของตนให้ตรงตามทำนองคลองธรรม

         จะเห็นว่าทั้ง 10  ประการนี้ มีบุญที่จะต้องทำโดยการให้วัตถุสิ่งของเพียงอย่างเดียวคือทาน แม้ทานเองบางอย่างก็ไม่ต้องจ่ายเงินเลย เช่นธรรมทาน การให้ธรรมะและอภัยทาน การให้อภัยต่อชีวิตและความผิดพลาดของบุคคลอื่น ซึ่งเมื่อว่าโดยผล  และการกำจัดกิเลสแล้ว มีผลมากกว่าการให้ทานที่เป็นวัตถุบางอย่างเสียอีก

         แต่ในปัญหานี้มุ่งถามเฉพาะเพียงการทำทาน การทำทานนั้น สำหรับผู้ให้จะต้องเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเจตนา 3 วาระ คือ

ปุพฺพเจตนา เจตนาก่อนที่จะให้ คือมีความตั้งใจหวังประโยชน์เกื้อกูลเป็นที่ตั้ง มุ่งขจัดความตระหนี่ความโลภในทรัพย์สมบัติของตน

         มุญฺจนเจตนา ในขณะที่กำลังให้ทาน ก็มีจิตใจเบิกบานรื่นเริง ไม่ได้เกิดความขุ่นมัว หรือเสียดายขึ้นในขณะนั้น พยายามปลุกใจตนให้อาจหาญรื่นเริงอยู่ตลอดเวลาที่ตนกำลังให้ทานอยู่

         อปราปรเจตนา เจตนาหลังจากให้ไปแล้ว จะต้องไม่เกิดความรู้สึกเสียดาย นึกถึงทานที่ตนให้ไปคราวใดก็มีใจชื่นบาน

ของที่นำมาให้ทาน จะต้องเป็นของที่ได้มาด้วยความสุจริต ไม่ฉ้อโกงใคร ลักของใครเขามาให้ทานและตนเองก็จะต้องเป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรมด้วย

         สำหรับคนที่รับ ก็ต้องเลือกบุคคล คณะ ที่มีศีลมีกัลยาณธรรมเช่นเดียวกัน อันท่านเรียกว่าบุญเขตชาวพุทธก็ถวายสังฆทาน หรือให้ทานที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่นบำรุงโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน โบสถ์ วิหาร เป็นต้น จะเห็นว่าทานที่จะจัดว่ามีผลมาก ต้องขึ้นอยู่กับจิตใจ วัตถุที่ให้ และบุคคลผู้รับประกอบกัน ถ้าสมบูรณ์ทั้ง 3 อย่าง ผลก็มาก ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งบกพร่องไป ผลก็ลดน้อยลงมา สำหรับสิ่งของที่ได้มาโดยสุจริตนั้น ท่านยังแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

         ทาสทาน  ให้ของที่มีคุณภาพขนาดเดียวกับที่ให้ทาสกิน

         สหายทาน ให้ของเช่นเดียวกับที่เลี้ยงดูเพื่อนฝูง

         สามีทาน ให้ของที่ประณีต สะอาด เช่นเดียวกับที่เราให้แก่นาย หรือผู้ใหญ่ วัตถุเช่นนี้ชื่อว่าสูงสุดในบรรดาวัตถุที่ได้มาโดยสุจริต

แต่จะอย่างไรก็ตาม บุคคลไม่ควรจะมุ่งแต่ทำบุญทำทาน ในเมื่อกำลังแห่งโภคะ และศรัทธาของเราไม่มากพอ โดยเฉพาะถ้าทำไปแล้วเดือดร้อนถึงครอบครัว ก็ควรจะหันไปทำบุญด้านรักษาศีล ฟังธรรมเป็นต้น ซึ่งมีผลมากกว่า และใครไม่ต้องพลอยเดือดร้อนกับเรา.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: