July 27, 2009

นั่งทางในทำให้จิตใจสงบ จนถึงกับสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ที่คนธรรมดาไม่สามารถเห็น และระลึกชาติได้ จริงหรือไม่

Posted in สมถะและวิปัสสนา tagged at 4:16 am by whybuddha

         การนั่งทางใน ตามความเข้าใจของคนในปัจจุบันส่วนมาก น่าจะหมายถึงการนั่งทางใน เพื่อทราบ

ถึงเรื่องราวต่าง ๆเช่นเพื่อทราบสมุฏฐานของโรค เพื่อรักษาคนป่วย หรือเพื่อต้องการทราบเรื่องเกี่ยวกับผีสางต่าง ๆเป็นต้น มากกว่าจะหมายถึงการได้รับผลทางใจอย่างสูงขนาดระลึกชาติได้อย่างที่ถามมา เพราะการนั่งทางในระดับนี้ ไม่น่าจะมีความรู้สูงขนาดนั้นได้ และไม่เคยทราบว่ามีคนระลึกชาติได้ด้วยนั่งทางใน ตามที่เข้าใจกันโดยมาก

ส่วนคนที่นั่งทางในจิตจะสงบสักขนาดไหน ไม่เคยทราบหลักฐานที่พอจะยืนยันหรือปฏิเสธได้ เพราะคำว่าทางใน ไม่พบในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

แต่การทำจิตใจให้สงบ จนถึงเป็นสมาธิ คือสงบแบบแน่วแน่จริง ๆซึ่งในโวหารพระพุทธศาสนา ท่านเรียกว่าฌาน อันเป็นความประณีตของจิตที่ขึ้นไปเป็นชั้น ๆนั้นมีอยู่

ในขั้นแรก ท่านเรียกปฐมฌาน อารมณ์ของท่านที่ถึงขั้นนี้ จะมีเพียงวิตก คือความตรึก และวิจารคือความตรองสิ่งที่ตรึก แต่การตรึกตรองนั้น จะเป็นไปในเรื่องความสงบ ประกอบด้วยธรรมไม่ตรึกตรองฟุ้งซ่านอย่างคนธรรมดา ปีติ ความอิ่มใจ ซึ่งเป็นผลจากจิตใจสงบ และความตรึกตรองที่เป็นกุศล สุข ความสบายกายใจ ปลอดโปร่งใจ ไม่ยุ่งยากวุ่นวายอย่างสามัญชน เอกัคคตา ความที่จิตแน่วแน่ลงไปในอารมณ์เดียว

ในขั้นที่ 2 ท่านเรียกทุติยฌาน ในขั้นนี้แม้ววิตกวิจารที่เคยมีก็หายไป ยังคงเหลือแต่ ปีติ สุข กับเอกัคคตาเท่านั้น

ตติยฌานอันเป็นขั้นที่ 3 ปีติ ความอิ่มใจกลับหายไป ยังคงเหลืออยู่แต่สุขกับเอกัคคตา

จตุตถฌานขั้นที่4 แม้ความสุขซึ่งเคยมีใน 3 ขั้น ข้างต้นก็หายไป ยังคงอยู่แต่ อุเบกขา คือจิตใจที่วางเฉย กับ เอกัคคตา คือจิตใจที่สงบแน่วแน่อย่างแท้จริงท่านที่ได้ฌานมาถึงขั้นที่ 4 นี้แล้ว จะยกจิตของตนขึ้นพิจารณาสังขารธรรม คือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ บุคคล หรือตนเอง จนเกิดความเข้าใจสังขารตามความเป็นจริงว่า สรรพสิ่งที่เกิดมานั้น ล้วนเป็น อนิจฺจํ คือไม่เที่ยงแท้ ทุกขํ เป็นทุกข์และ อนตฺตา ความไม่ใช่ตัวตนแห่งธรรมทั้งหลาย จนจิตใจของท่านเบื่อหน่าย คลายความรัก ความกำหนัด ยินดี ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญยาณ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นว่า เป็นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ หรือว่านั่นเป็นตัวตนของเรา ด้วยอำนาจของตัณหา ความทะยานอยาก มานะ ความยึดถือตัวตนเป็นเหตุให้เป็นคนกระด้าง และทิฐิ คือความเข้าใจผิดในสภาพของความจริงต่าง ๆ

จนในที่สุดจิตของท่านก็จะบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรมาทำให้ขุ่นมัวเศร้าหมองอย่างจิตของสามัญชน ผลอันนี้ท่านเรียกว่าญาณ แปลว่าความรู้ ที่ผุดขึ้นมาพร้อมกับความบริสุทธิ์ของจิต นอกจากที่เรียกว่าญาณแล้ว บางท่านยังมีอภิญญา คือความรู้ยิ่ง อภิญญานี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โลกิยอภิญญา และโลกุตรอภิญญาแบ่งเป็น 6 ประเภทด้วยกัน คือ

  1. มโนมยิทธิ ได้แก่มีฤทธิ์ทางใจ สามารถจะส่งใจไปดูเหตุการณ์ต่าง ๆแม้ในที่ไกลได้เป็นต้น
  2. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ต่าง ๆได้ เช่นคนเดียวทำให้เป็นหลายคน เดินบนน้ำ ดำลงไปในดิน เหาะไปในอากาศ เป็นต้น
  3. ทิพพโสต หูทิพย์ สามารถน้อมใจไปเพื่อให้ได้ยินเสียงในที่ไกลได้ ซึ่งคนสามัญทำไม่ได้
  4. เจโตปริยญ่ณ ทายใจคนอื่น คือสามารถทราบความนึกคิดของคนอื่น ตลอดถึงรู้อุปนิสัยบารมีพื้นเพความชั่วความดีของคนได้
  5. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อน ๆของตนได้ รวมตลอดถึงการทราบชาติก่อนของคนอื่นว่าเคยเกิดเป็นอะไร และตายจากนั้นแล้วไปเกิดเป็นอะไรอีกเป็นต้น

6.อาสวักขยญาณ ความรู้เป็นเหตุทำอาสวะคือกิเลสต่าง ๆที่มีอยู่ภายในใจของตนให้หมดไป ตามกำลังแห่งมรรคผลที่ตนบรรลุ จนถึงไม่มีอาสวกิเลสอยู่เลย ที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์

ท่านที่บำเพ็ญทางจิต จนถึงขั้นเหล่านี้แล้วย่อมสามารถเห็น รู้ ทราบ ในสิ่งที่เกินวิสัยของสามัญชนได้

สำหรับท่านที่ระลึกชาติได้นั้น เท่าที่พบหลักฐานต่างๆท่านแบ่งไว้เป็นประเภทดังนี้ คือ

  1. ระลึกได้ด้วยอำนาจของบุญบารมีในอดีตสนับสนุน หรือชาติก่อนตายอย่างฉับพลัน ท่านเหล่านี้ส่วนมากจะระลึกได้ไม่เกิน 3 ชาติ รวมถึงท่านที่ระลึกได้เพราะถูกคนอื่นสะกดจิตด้วย ในหลักฐานทางศาสนากล่าวถึงบุคคลเหล่านี้ไว้หลายคนเหมือนกัน
  2. ท่านที่ได้บำเพ็ญฌานสมาบัติมา จนได้บรรลุอภิญญาที่เป็นโลกิยะดังกล่าวแล้ว ขอบข่ายของการระลึกชาติได้กว้างออกไป แต่บาลีท่านว่าระลึกได้ไม่พิเศษนัก อาจจะระลึกได้เพียงหมื่นชาติ แสนชาติ
  3. ท่านที่ได้บรรลุมรรคผลเป็นอริยบุคคลทั้ง 4ประเภท ขอบข่ายของการระลึกชาติย่อมกว้างกว่าประเภทที่ 2 และท่านเหล่านั้นแต่ละประเภทยังมีการระลึกได้มากน้อยกว่ากัน ด้วยอำนาจบารมี และพลานุภาพของญาณที่แต่ละท่านได้บรรลุ ประดุจนักศึกษาที่จบมาจากสถาบันอันเดียวกัน ได้ปริญญาเท่ากัน แต่มีความสามารถในการทำงานผิดกัน

ถ้าจะถามว่าเพราะเหตุไรจึงเป็นเช่นนั้น

ก็เพราะว่าใจของท่านเหล่านั้น มีความบริสุทธิ์ประณีตกว่าคนสามัญนั่นเอง และเป็นความประณีตที่ห่างไกลกันอย่างเทียบกันไม่ได้เลย แม้ในหมู่คนสามัญด้วยกัน เราอาจจะสังเกตเห็นได้ด้วยตนเอง ในเวลาใดจิตใจเราสงบ ไม่มีเรื่องกลุ้ม ฟุ้งซ่าน เพราะวิตกกังวลมาก เวลานั้นเราอาจจะนึกถึงเรื่องอดีตอันนานไกลได้ สามารถบรรยายเรื่องต่าง ๆ ในวัยเด็กได้เป็นต้น แต่ถ้าใจอยู่ในทำนองตรงกันข้าม แม้แต่ตอนเช้ารับประทานอาหารกับอะไรบ้าง บางคนยังจำไม่ได้ เหตุการณ์ต่าง ๆในชีวิตตน ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏก็เช่นเดียวกัน อันที่จริงทุกอย่างได้ถูกเก็บไว้ที่จิต แต่เพราะจิตถูกทับถม ปรุงแต่งด้วยกิเลสจนขุ่นมัวไป คนจึงระลึกอะไรไม่ได้ เมื่อท่านผู้ใดขจัดสิ่งที่เป็นอาสวกิเลสของจิตให้ออกไป เรื่องเหล่านั้นก็ปรากฏแก่ใจของท่าน

เรื่องเหล่านี้เป็น สนฺทิฏฐิโก คือคนได้บรรลุเท่านั้นจะเห็นได้เอง และเป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ อันวิญญูชนจะรู้ได้เฉพาะตน คนที่ยังก้าวไปไม่ถึง ถ้าไม่ยอมใช้ตถาคตโพธิสัทธา คือเชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพราะเรื่องเหล่านี้พระองค์ได้ทรงบรรลุมา ทั้งได้แสดงไว้มากมายหลายแห่ง ก็จะมีความระแวงสงสัยอยู่ร่ำไป ถึงแม้จะมีหลักฐานอย่างไรก็หาอาจคลายสงสัยลงได้ไม่ เหมือนคนตาบอดสงสัยในสีต่าง ๆเขาจะสงสัยอยู่เช่นนั้น จนกว่าเขาจะมีตาสำหรับดู แล้วเขาจะรู้ด้วยตนเอง

บุคคลอาจจะทดสอบเรื่องนี้ ด้วยการปฏิบัติไปตามวิถีทาง ที่ท่านแสดงเอาไว้ หรือไม่อย่างนั้น การอาศัยตถาคตโพธิสัทธา ไปจนกว่าจะรู้ด้วยตนเอง จึงจะเป็นความปลอดภัย และอุ่นใจ สำหรับธรรมทั่วไปโดยไม่ต้องเสียเวลาเอาหัวไปชนผาคัดค้าน เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: