July 27, 2009

สมมติว่าเราไม่ได้ทำผิดจริง แต่มีคนมาว่าเราทำ ผิด พร้อมกับมีหลักฐานที่กุขึ้น ถ้าเราแก้ตัวว่าเราไม่ได้กระทำผิด เขาก็จะว่าเราแก้ตัว ฉะนั้น เราควรทำอย่างไรดีคะ ?

Posted in ทรรศนะแห่งชีวิต, ศีล, เรื่องของสังคมและการวางตน tagged at 3:54 am by whybuddha

ก่อนจะทำอย่างไรต้องดูเสียก่อน เรื่องที่เขากุขึ้น นั้น จะทำให้เราเสียหายมากไหม ? หรือจะต้องเป็นคดีถึงโรงถึงศาลหรือเปล่า ?

–         ถ้าเป็นเรื่องใส่ร้ายกันธรรมดา ไม่เกี่ยวกับโรงกับศาล และเรื่องไม่เสียหายมากนักเราก็นอนอยู่กับบ้านเฉย ๆปล่อยให้เขาวิ่งหาหลักฐานมากุให้เหนื่อย อย่าไปสนใจใยดีอะไรทั้งนั้น เขาเหนื่อยมากเข้าจะหยุดไปเอง เราไม่จำเป็นจะต้องไปแก้ตัวให้เหนื่อยอีกคนหนึ่ง

–         ถ้าเป็นเรื่องร้ายแรง อาจเสียหายถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูล หรือติดคุกได้ เราก็ต้องช่วยตัวเองเหมือนกันเพราะศาลจะตัดสินคดี ด้วยการพิจารณาหลักฐาน ที่ทั้ง 2 ฝ่ายนำออกแสดง ใครมีหลักฐานดีกว่าคนนั้นก็ชนะไป เราก็ต้องหาหลักฐาน ประจักษุพยานบุคคลเป็นต้นมาหักล้างหลักฐานที่เขากุขึ้น ถ้าเป็นเรื่องกุจริง หักล้างไม่ยากหรอก “ขออย่าให้เรากุว่าไม่ทำผิด ทั้ง ๆที่เราทำผิดเท่านั้น “ นี่เป็นความจำเป็นที่คนจะต้องทำเพื่อตัวเอง เมื่อปรากฏว่าเราบริสุทธิ์จริง

การให้อภัยเลิกแล้วต่อกัน ไม่ผูกอาฆาตจองเวรกันเป็นความดี แต่ถ้าเรายังผูกใจเจ็บอยู่ จะฟ้องเขาฐานหมิ่นประมาทก็ย่อมทำได้ อยากยุ่งดีนัก เราเองก็จะได้เอาเงินให้ทนายความเขาจ่ายบ้าง เพื่อจะได้หมดเร็ว ๆเข้า.

 

เราจะมีวิธีแก้ไข และช่วยเหลือทางอ้อม แก่คนเหล่านี้ได้อย่างไร ?

ก.       คนที่เชื่อมั่นในตนเองจนไม่ฟังคนอื่น

ข.      คนเห็นแก่ตัว

ค.       คนไม่มีน้ำใจ

ฆ.    คนลำเอียง

ง. คนมีกิริยามรรยาทไม่สมควร เมื่อเราไม่สามารถพูดตรง ๆได้

-วิธีแก้นิสัยคนในพระพุทธสาสนานั้น ท่านใช้วิธีธรรมชาติที่คนทั่วไปกระทำอยู่ คือเอาสิ่งที่ตรงกันข้ามมาแก้ นี้เป็นวิธีโดยทั่วไป อีกวิธีหนึ่งท่านใช้วิธีหนามบ่งหนาม หรือที่ไทยเราใช้คำว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง” สำนวนบาลีว่า “เอาผลไม้ปาผลไม้ให้ตก” การจะเลือกใช้วิธีไหนนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับเรื่องราวบุคคล เช่นบ้านสกปรก เราต้องล้างด้วยน้ำที่สะอาดแต่ถ้าหนามตำเรา จะเอาสิ่งตรงกันข้ามกับหนามมาใช้เอาหนามออกก็ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเอาของแหลม ๆเหมื่อนกันมาบ่ง

ก.       คนเชื่อมั่นในตนเอง จนไม่ฟังคนอื่นนั้น ถ้าเป็นเอามากก็ยากเหมือนกัน ต้องปล่อยให้เขาถึงบาง “อ้อ

ด้วยตนเอง คือให้เขาประ สบผลของดื้อรั้นด้วยตนเอง แล้วสิ่งนั้นจะเป็นครูสอนเขา สำหรับคนที่ไม่อาจจะแก้นิสัยเขาตรง ๆอาจจะทำได้ด้วย

1.เล่าเรื่องของคนที่ประสบความพินาศด้วยความดื้อรั้นของตนให้ฟังบ่อย ๆ

2.นำเขาเข้าหาท่านที่รู้หลักนักปราชญ์ เพื่อให้ท่านเหล่านั้นช่วยแนะนำเขา

3.เขาเชื่อมั่นตัวเองมากนัก ไม่ยอมเชื่อใคร เราไม่ยอมเชื่อเขาด้วย ถ้าเขาต้องการจะให้เราเชื่อเขา เราก็มีข้อแม้ให้เขาเชื่อคนอื่นแลกเปลี่ยนกัน

4.ถ้าวิธีเหล่านั้นไม่ได้ผล ก็ต้องปล่อยให้ความดื้อรั้นของเขา สอนเขาเองดังกล่าวแล้ว

ข.      คนเห็นแก่ตัว เราจะใช้ความเห็นแก่ตัวเข้าไปแก้ไม่ได้ เพราะจะห่างกัน จนเข้ากันไม่ได้ ก็ต้องใช้สิ่งที่ตรงกันข้ามคือความไม่เห็นแก่ตัวของเรา เข้าแสดงต่อเขา เขาจะเห็นแก่ตัวอย่างไรเราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย เราแสดงความมีอัธยาศัยไมตรีต่อเขาอยู่เสมอ ในที่สุดเขาจะลดความเห็นแก่ตัวลงอย่างน้อยที่สุดกับเรา เมื่อเขาเห็นผลของความไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ในที่สุดความรู้สึกอันนั้น ก็จะขยายออกไปถึงคนอื่นด้วย ถ้าเขาไม่มืดบอดจนเกินไป

ค.       คนไม่มีน้ำใจ ก็ทำนองเดียวกับคนเห็นแก่ตัวคือเราจะต้องแสดงความเอื้อเฟื้อ เผื้อแผ่ต่อเขา โดยมองข้ามความบกพร่องของเขาเสีย พยายามแสดงความรัก ความห่วงใย เอาใจใส่ และช่วยเหลือในกิจการงานของเขาไปเรื่อย ๆอาจจะต้องใช้เวลาหน่อย แต่เมื่อรักจะช่วยก็ต้องทนเอา

ฆ. คนลำเอียง อาจจะยากสักหน่อย เพราะคนที่เรารู้สึกว่าลำเอียง ส่วนมากจะต้องเป็นผู้ใหญ่ เข้าทำนองไม้แก่ดัดยาก อาจจะทดลองทำได้ด้วยวิธีดังนี้ คือ

  1. ยกย่องสรรเสริญใครก็ตาม ที่มีความยุติธรรมไม่ลำเอียง ต่อหน้าเขาบ่อย ๆ ถ้ายิ่งหาพวกสนับสนุนมาคุยกันหลายคนได้ยิ่งดี ในขณะเดียวกันแสดงความชื่นชมยินดี นับถือบุคคลที่เราสรรเสริญนั้นให้มากไว้ด้วย
  2. วิจารณ์คนที่ลำเอียงให้เขาได้ยิน แต่อย่าพูดต่อหน้าเขา บุคคลที่นำมาวิจารณ์ควรเป็นคนในนวนิยายในขณะเดียวกันก็แสดงอาการรังเกียจคนประเภทนี้ให้เขาเห็น แต่อย่าเผลอไปมองหน้าเขานะประเดี๋ยวบ่อนแตก
  3. ถ้ายังไม่เกิดผล นำเขาเข้าหาท่านที่รู้หลักนักปราชญ์ เพื่อขอให้ท่านช่วยสอนเขา แต่ต้องไปเรียนท่านไว้ก่อน อย่าเผลอไปบอกท่านต่อหน้าเขาเข้า
  4. ถ้ายังไม่เกิดผลอะไรขึ้นมาเลย ก็พยายามหลีกห่างจากคนนั้น ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของเขาเอง

ง.       คนมีกิริยามรรยาทไม่สมควรนี้ก็ต้องใช้วิธีตรงกันข้ามเข้าแก้ เช่นเขาแสดงอาการกระโชกกระชากมาเราแสดงอาการอ่อนน้อมตอบ เขาโยนของให้เรา เวลาเราจะให้เขาก็นำไปส่งให้ด้วยความยินดี เขาพูด

หยาบมาเราพูดหวานตอบ แต่ต้องระวังตบะแตกเหมือนกัน ในเรื่องความบกพร่องของคนอื่นนั้น บางเรื่องก็จำเป็นจะต้องนำคำฤษีสอนสุดสาครที่ว่า

“เห็นเขารักรักมั่งชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา” มาใช้บ้างเหมือนกัน

ทางที่ดีนั้น “บุคคลควรจะตรวจดูตน ด้วยความเป็นธรรมว่า เราเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่น เห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจลำเอียง และมีกิริยามรรยาทไม่สมควรอยู่บ้างไหม ?

ถ้ามองด้วยความเป็นธรรมแล้ว พบว่ามีอยู่จงพยายามแก้ที่ตนเองก่อน แล้วจะไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: