July 27, 2009

สมัยนี้ คนมีแต่การเก่งแย่งชิงดีกัน จึงหาคนที่จะยอมรับผิดยาก ทำอย่างไรจึงจะแก้ได้

Posted in หลักปฏิบัติต่างๆ, อนัตตา, เรื่องของสังคมและการวางตน tagged at 3:41 am by whybuddha

             ความแก่งแย่งแข่งดี ชิงไหวชิงพริบกัน เพื่อความอยู่รอดของตัว เพื่อความยิ่งใหญ่ อำนาจ และพวกของตัวนั้น เป็นสิ่งที่มีมาประจำโลก ในเมื่อโลกนี้เป็นโลกของคนผู้มากไปด้วยกิเลส ตัณหา

             การแย่งอาหารกันกิน แย่งที่ดินกันอยู่ แย่งคู่กันพิศวาส แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ จึงได้มีมาแล้วกำลังมีอยู่ในปัจจุบัน และจะเป็นอยู่เช่นนั้นแม้ในอนาคตกาล

“บัณฑิตผู้ฉลาด มีความเข้าใจความจริงข้อนี้ดีท่านจึงถือว่าการแก่งแย่งชิงดีกันนั้น เหมือนกับกาแย่งศพสุนัข หรือเหมือนการวิ่งไล่ตามเงาของตัวไปทางตะวันตกในเวลาเช้า มีแต่เรื่องที่จะต้องเข่นฆ่าประทุษร้ายกัน และแล้วจะต้องตายไปอย่างคนมีเวรท่านจึงละเว้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำเช่นนั้น”

เราจะพบความจริงว่า คนที่แก่งแย่งชิงดีเหล่านั้นเป็นคนพาล สันดานหยาบ มากไปด้วยบาปกุศล พร้อมที่จะฆ่า ทำร้ายใครก็ได้ เพื่อความอยู่รอด และความยิ่งใหญ่ของตัวเอง และพวกของตัว ประวัติศาสตร์ย่อมเป็นครูสอนในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ถ้าหากว่า พวกที่แก่นแย่งชิงดีกัน อยู่ในขั้นที่เกี่ยวกับสังคม ประเทศชาติ คนที่ยอมรับผิดนั้นคงมีน้อยเป็นธรรมดา แต่คนที่จำต้องรับความทุกข์ ความเดือดร้อนอันเป็นผลของการกระทำผิดของคนเหล่านั้น มีมากเหลือเกิน คือประชาชนในชาติ การปฏิวัติ รัฐประหารในประเทศต่างๆนั้น มีคนเปลี่ยนหน้ากันมาเป็นใหญ่สร้างความร่ำรวยให้แก่ตน และพวกของตน แต่ประชาชนก็คือประชาชน ที่เคยเป็นอยู่อย่างไร ก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น หรืออาจเลวร้ายยิ่งกว่า

การแก้ไขสภาพเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นงานสำหรับปัจเจกชน แต่เป็นงานระดับสถาบัน คนธรรมดาอาจพูดกันวิพากย์ วิจารณ์ไปตามอารมณ์ได้ แต่หาอาจจะทำได้ไม่ถ้าหากว่าใครปรารถนาจะแก้ไข จงหันมาแก้ไขที่ใจตนเองโดย

-ละเว้นการเกี่ยวข้อง กับบุคคลหรือการกระทำที่เป็นไปในทางแก่งแย่ง ชิงดี อันเป็นเหตุให้เบียดเบียนกันและกัน แต่การแข่งขันเพื่อความเป็นคนดี ด้วยการกระทำดีให้มากกว่าเขา เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะนั้นเป็นไปเพื่อความเจริญของเรา ทั้งไม่เดือดร้อนต่อใครด้วย

-พยายามเข้าใจตนเอง หน้าที่ การงานที่ตนรับผิดชอบ แล้วทำการงานนั้นๆให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้

-ต้องรู้จักเป็นคนมีปากเหมือนไม่มี มีหูเหมือนไม่มี มีตาเหมือนไม่มี คือทำตนเป็นคนใบ้ หูหนวกตาบอดให้ได้บางคราว และบางเรื่อง ที่อาจจะเป็นสาเหตุให้เราต้องเดือดร้อน

-พยายามทำตนเป็นตัวอย่าง โดยการไม่แก่งแย่งชิงดีกับใคร แล้วแนะนำสั่งสอนคนที่พอจะพูดกันได้ให้เป็นคนทำเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นการลดปริมาณคนแก่งแย่งชิงดีให้น้อยลงได้

“การสำนึกว่า อะไร ไม่ดี แล้วละเว้นสิ่งที่ควรละเว้น ประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติ เป็นหน้าที่อันคนดีจะพึงทำต่อตนเองและสังคม”ย่อมเป็นการผ่อนคลายปัญหาต่าง ๆลงได้บ้าง.

 

ที่ใดมีความเจริญ ที่นั่นมักมีความเสื่อมมาเป็นเงาตามตัวดังนี้ จะกระทบกระเทือนต่อความสัจจะของสังคมอย่างไร  ในด้านไหน และเราจะมีทางป้องกันอย่างไร

-ความเจริญกับความเสื่อมเป็นของคู่กัน ในทางตรงกันข้าม แต่ความเสื่อมมักจะแฝงมากับความเจริญในขณะเดียวกัน ความเจริญมักจะปรากฏในท่ามกลางความเสื่อม ความเสื่อมและความเจริญจึงมีทั้งดีและไม่ดี เช่น

-คนที่เจริญด้วยความรู้ ความโง่ก็เสื่อมไป คนมากด้วยความดี ความชั่วก็เสื่อมไป ใจที่มีเมตตา กรุณา ความอิจฉา ริษยา พยาบาท ความโกรธ เกลียดกันก็เสื่อมไป นี้เป็นความเสื่อมและความเจริญที่เป็นไปในทางดี

-ความเจริญบางอย่าง ทำให้คนเสียไปบางอย่าง เช่น ร่างกายที่เจริญขึ้น ทำให้อายุคนน้อยลง ใกล้ต่อความตายมากเข้า ร่างกายคนที่อ้วนท้วมสมบูรณ์ มักจะมีโรคแทรกซ้อนติดตามมา คนนิยมทางวัตถุกันมาก ศีลธรรมไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควร ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมเป็นต้น

-ความเสื่อมและความเจริญอีกประเภทหนึ่งไม่ดี ทั้ง 2 อย่าง เช่น คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันก็เสื่อมไป, คนมากไปด้วยความเกียจคร้านในการงาน การเรียน ก็เสื่อมจากทรัพย์และความรู้ การจัดการศึกษาที่เรียกเก็บเงินจากนักเรียนมากเกินไป ทำให้ความเคารพนับถือกันระหว่างครูกับนักเรียนเสื่อมไปเป็นต้น

ความเจริญและความเสื่อมประเภทแรก ไม่จำเป็นจะต้องแก้ไขอะไร เพราะดีอยู่แล้ว และสิ่งที่ถูกกระทบกระเทือน ก็ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่บุคคล และส่วนรวม

แต่ความเสื่อม 2 ประเภทหลัง บางอย่างก็แก้ได้บางอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดา จะทำได้เพียงแต่ระมัดระวังเท่านั้น จะแก้จริง ๆหาได้ไม่

ความเสื่อมที่ติดมากับความเจริญ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมไทยนั้น เกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ เช่น

  1. คนนิยมวัตถุมากกว่าจิตใจ จึงมีการแสวงหาแข่งขันกัน เพื่อแสดงความเจริญของตน ทั้งบ้านเมือง วัด ก็ตกอยู่ในทำนองเดียวกัน จนเกิดความต้องการเพื่อเรา ของเรา ความต้องการทางวัตถุมีมากขึ้น ไม่พอแก่ความต้องการของตน จึงเกิดปัญหาต่างๆ เช่นแย่งอาหารกันกิน แย่งที่ดินกันอยู่ แย่งคู่กันพิศวาสแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่
  2. เพราะคนนิยมทางวัตถุมาก ค่านิยมในสังคมจึงมีแนวโน้มในทางเปลี่ยนไปจากเดิม สมัยก่อนเขายกย่องคนดีมีศีลธรรม ความเป็นผู้ดี มีเมตตากรุณา ว่าเป็นคนดี ปัจจุบันจะเป็นใครมาจากไหนก็ได้ขอให้เป็นคนรวยเท่านั้น ก็ได้รับการยกย่องนับถือ โดยคนไม่ได้คิดว่าเขารวยมาอย่างไร ถูก ผิดศีลธรรมแค่ไหน บางรายหนักเข้าไปถึงกับชายชู้ หญิงมีชู้ กลายเป็นดาราไปเลย ทั้ง ๆที่คนเช่นนี้สมัยโบราณ เขาประณามเหยียดหยาม ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย กลายเป็นวันทอง โมรา กากีไปเลย
  3. มีการแย่งงานกันเพื่อความอยู่รอด เมื่อไม่มีงานก็ต้องแสวงหาทางเพื่อความอยู่รอด ได้โดยวิธีใดก็ไม่คำนึงกัน ขอแต่เพียงให้ได้มาเป็นพอใจ
  4. การไหลบ่าของประชากร จากบ้านนอกเข้ามาในแหล่งที่มีความเจริญจนเกิดปัญหาคนว่าง งานบริการสาธารณะ ที่อยู่อาศัย พยาบาล เป็นต้น
  5. การคมนาคมที่ไปมากันสะดวก ทำให้มีการทะลักของวัฒนธรรมแปลก ๆต่าง ๆตลอดจนสิ่งยั่วยุ ยั่วยวน กระตุ้น ให้คนเพิ่มปริมาณความต้องการในด้านต่าง ๆของตนขึ้น ปัญหารายได้ไม่พอจ่ายก็ติดตามมา
  6. คนส่วนมากเข้าใจว่า “งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข”กัน อะไร ๆก็ต้องเป็นเงินไปหมด ความไม่เข้าใจกัน สนิทสนมกัน ด้วยไมตรีจิตอันซาบซึ้งก็เกิดขึ้น จนกลายเป็นช่องว่างในสังคม นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก

การกระทบกระเทือนต่อสัจจะที่ว่านั้น ก็ต้องมีเป็นธรรมดา ถึงแม้คำว่า “สัจจะของสังคม”จะไม่ได้นิยมออกมาให้ชัดว่าหมายถึงอะไร แต่ก็ทำให้เข้าใจว่าความดี ความสงบสุข ไมตรีจิต ภราดรภาพ มิตรภาพ เป็นต้น การกระทบกระเทือนที่เราเห็นได้ง่าย เช่น

  1. ความสนใจเรื่องศีลธรรมน้อยลง คนที่สนใจทางศีลธรรม มักจะได้รับการดูหมิ่น หาว่าเป็นคนล้าสมัยบ้าง เชยบ้าง ยายแก่บ้าง แม้ในวงการศาสนาเอง พระที่ทำงานตามวิธีของพระพุทธเจ้า ด้วยการสั่งสอน ศึกษาและปฏิบัติธรรม จะไม่ได้รับการยกย่อง นับถือ เหมือนหลวงพ่อที่ปลุกเสกเก่ง ทำน้ำมนต์เก่ง ก่อสร้างเก่งเรี่ยไรเงินได้มาก ๆ
  2. ทางเศรษฐกิจ คนว่างงานมากขึ้น รายได้ไม่พอจ่าย ของแพงขึ้นเพราะคนต้องการมากเป็นต้น
  3. สวัสดิภาพของประชาชน เพราะคนไม่สนใจศีลธรรม ทั้งยังมีสิ่งมากระตุ้นเตือนในรูปต่างๆ สวัสดิภาพของประชาชนก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก จากโจรบ้าง อันตรายบนท้องถนนบ้าง เจ้าหน้าที่ซึ่งมีความสุจริตน้อยบ้าง และการฉุดคร่าอนาจารเป็นต้น ซึ่งในวันหนึ่งอาจจะอยู่ในภาวะ “สวรรค์หายหรือสวรรค์ล่ม”ก็ได้
  4. ความคล่องตัวในการทำงาน การเดินถนนการหาสถานที่ศึกษาเล่าเรียน การไปไหนมาไหน หาได้ยาก เพราะคนร้าย และคนคุ้มดีคุ้มร้ายมากกว่าปกติกับความหนาแน่นของประชากร จนวันหนึ่งประชากรจะกลายเป็นระเบิดเวลา ที่รอคอยการระเบิด อันอาจจะเป็นอันตรายสุดหยั่งได้

ปัญหาสังคมนั้น เป็นปัญหาระดับประเทศ ผู้ที่จะแก้ได้ก็คือผู้บริหารประเทศโดยตรง คนธรรมดานำมาคิดให้กลุ้มเล่น ๆไปได้ แต่จะแก้อะไรให้ได้จริง ๆเห็นจะยาก แต่เมื่อถามมาแล้ว ก็ต้องตอบไปเท่าที่จะพูดได้แต่อาจจะทำไม่ได้หมด เพราะอุปสรรคในเวลากระทำใครไม่อาจทราบได้

การแก้ และป้องกันปัญหาต่างๆ นั้น ทางพระพุทธศาสนาเน้นหนักไปที่สาเหตุของปัญหาเหล่านั้นให้พบก่อน จึงเริ่มแก้ที่สาเหตุของปัญหา ไม่จำเป็นจะต้องไปทำอะไรกับตัวปัญหาเลย เพียงแต่ให้รู้ว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาเท่านั้น โดยการดำเนินไปเป็นขั้นๆดังนี้

  1. ให้รู้ว่าปัญหานั้นคืออะไร
  2. ค้นคว้าหาสาเหตุที่มาของปัญหานั้นให้เจอ แล้วแก้ที่สาเหตุอันนั้น
  3. วางเป้าหมายของตนว่า เราต้องการอย่างไร
  4. ขั้นปฏิบัติการ คือหาวิธีการที่จะขจัดต้นเหตุของปัญหา ไปตามควรแก่กรณี เช่นปัญหาที่เกิดมาจากสาเหตุต่าง ๆดังยกตัวอย่างมานั้น อาจจะแก้ได้โดยวิธีเฉพาะตัวของปัญหานั้น เช่น
    1. ความนิยมทางวัตถุ อันที่จริงก็เป็นความดีอยู่เพราะบ้านเมืองจะได้เจริญแต่จะต้องพยายามดึงเอาหลักธรรมมาเคียงคู่กับความเจริญทางวัตถุ โดยผู้นำทางอาณาจักร ศาสนจักร กลุ่มชน ทำตนเป็นผู้นำในการปฏิบัติธรรม โดยลดความเห็นแก่ตัว พวกของตัว และวัตถุเป็นต้นให้น้อยลง
    2. เปลี่ยนค่านิยมทางสังคมเสียใหม่ โดยการยกย่องคนดี ที่ทำดี จะรวยหรือจนไม่สำคัญ ตำหนิยกย่องคนที่ควรแก่การตำหนิ ยกย่องในเวลาอันสมควรไม่ให้การนับถือ ยกย่องคนที่ร่ำรวยมาด้วยวิธีการอันไม่ชอบธรรม ไม่คบหาสมาคมกับคนที่ผิดศีลธรรมอย่างน่าละอาย เช่นเรื่องชู้สาว ลักขโมยเป็นต้น
    3. กระจายความเจริญออกไปสู่ชนบท โดยการจัดให้มีโรงเรียนมหาลัย สถานพยาบาล การคมนาคม สะดวก เป็นต้น เพื่อสกัดการไหลบ่าของประชากร เข้าสู่ที่เจริญ
    4. พยายามให้ความอบอุ่น ปลอดภัย แก่คนอื่นพยายามสร้างแนวคิดของประชาชน จากงานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ให้เข้าใจว่า การทำงานบางอย่างไม่จำเป็นจะต้องได้เงิน และเงินบางอย่างไม่จำเป็นจะต้องได้มาด้วยการทำงาน ขอเพียงแต่ให้ทำความดี ก็จะมีคนยกย่องและให้รางวัล อย่างที่พลเมืองดีส่วนมากได้รับกัน
    5. พยายามเปลี่ยนจุดนัดพบของคนจากวัตถุ เงินตรา ตำแหน่ง ยศ เป็นต้น มาเป็นศีลธรรมโดยให้คนมี

ไมตรีจิต เมตตา กรุณา ให้อภัย เข้าใจกันและกันเป็นต้น เพื่อให้คนตัดสินกันด้วยศีลธรรม วัดค่าของคนและยอมรับความดีของคน ด้วยความมากน้อยแห่งศีลธรรม ซึ่งคนเหล่านั้นมีอยู่ที่กล่าวมาเป็นการแก้ และป้องกัน ปัญหาจากจุดรวมไปสู่จุดย่อย ซึ่งเป็นงานระดับสถาบัน พูดนะพอพูดได้ แต่การทำคงทำยาก เพราะผู้ที่จะทำอย่างนี้ต้องเสียสละตัวเอง และพวกของตัวลงบ้าง และคนที่เห็นแก่ตัวเองมากก็ไม่อาจจะทำได้ นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบ หน้าที่ ตัวบุคคล และเงินอีก

จึงใครจะเสนอหลักในการวางตน เพื่อป้องกันอันตรายเฉพาะบุคคลไว้ เพราะถ้าจุดย่อยในสังคมดีก็น่าจะมั่นใจได้ว่า จุดใหญ่ในสังคมจะต้องดีตามไปด้วยในการดำรงชีวิตนั้นท่านสอนว่า

-ควรมีสติ ปัญญา เป็นเครื่องกำหนดพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ไม่ทำอะไรไปตามอารมณ์

-มีความสัตย์ซื่อ และจริงใจ ต่อตนเอง และบุคคลอื่น รู้จักข่มใจ  ห้ามใจในเวลาอันสมควร ไม่ปล่อยกาย ปล่อยใจ ไปตามความต้องการทางอารมณ์จนเกินไป เมื่อประสบกับความทุกข์เดือดร้อน ความเจ็บกายเจ็บใจ ก็รู้จักใช้ขันติ มีความเอื้อเฟื้อเสียสละ ช่วยคนที่ควรช่วย ในเวลาที่ควรช่วย

-ในการทำงาน การศึกษาเล่าเรียน ก็ควรจะมีความขยันหมั่นเพียร ในสิ่งนั้น ๆรู้จักเก็บสะสมทรัพย์และวิทยาการ คบหาสมาคมกับคนที่ดี ในการใช้จ่ายก็ต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกินกำลังทรัพย์ที่ตนควรจะจ่ายได้ โดยไม่ฟุ่มเฟือย และฝืดเคืองจนเกินไปถ้าแต่ละคน มีความสำนึกถึงธรรม ความผิดชอบชั่วดี อะไรควรละเว้นก็ละเว้น อะไรควรประพฤติก็ประพฤติ อาจบรรเทาความเสื่อมให้น้อยลงไปได้ ส่วนจะให้หมดไปเลยนั้น เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อคนไม่เหมือนกัน ในด้านต่าง ๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: