July 27, 2009

ที่ว่าพระเจ้าสร้างโลกจริงไหม? ถ้าไม่จริงเพราะเหตุไร

Posted in พระพุทธเจ้า tagged at 1:24 am by whybuddha

         ถ้าในแง่ของศาสนาที่เป็นเทวนิยม คือเชื่ออำนาจของพระเจ้า และความมีอยู่ของพระเจ้า เขาตอบว่าจริง โลกนี้สร้างโดยพระเจ้า

         แต่สำหรับพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาอเทวนิยม คือไม่สนใจในเรื่องพระเจ้า และอำนาจของพระเจ้า ก็ต้องว่าไปอีกอย่างหนึ่ง โดยพระพุทธศาสนาถือว่า จะเป็นอะไรก็ตามย่อมเกิดมาแต่เหตุ มีปัจจัยทำให้เกิด เมื่อเหตุแตกสลายไปสิ่งนั้นก็ดับไปด้วยแม้การเกิดขึ้นของโลกก็ทำนองเดียวกัน พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการประชุมพร้อมกัน ของเหตุ ปัจจัยต่าง ๆและถือว่า “โลกจินฺตา “คือการคิดถึงเรื่องโลกนี้เป็นอจินไตย คือเรื่องไม่ควรคิด คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

         สมมติว่าเราจะคิดและยอมรับว่าพระเจ้าสร้างโลกก็จะเกิดปัญหาตามเข้ามาว่า พระเจ้าองค์ไหนสร้างเพราะมีมากองค์เหลือเกิน สมมติว่าตกลงกันได้ในเรื่องพระเจ้าผู้สร้าง ว่า เป็นองค์นั้น องค์นี้ ต่อไปก็จะเกิดปัญหาว่า ใครเป็นคนสร้างพระเจ้าอีก เพราะในเมื่อสิ่งต่างๆมีเหตุเป็นแดนเกิด พระเจ้าก็ต้องเกิดมาจากเหตุเหมือนกัน สมมติว่าเราหาเหตุเกิดพระเจ้าได้ ต่อไปก็ต้องหาเหตุที่เป็นเหตุให้เกิดพระเจ้าอีก เลยไม่มีที่สิ้นสุด

         ในที่นี้จึงควรเข้าใจเพียงว่า ในแง่ของบางศาสนา เขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นคนสร้าง เราก็ควรเคารพความคิดเห็นของเขา แต่พระพุทธศาสนาไม่ยอมรับก็เป็นสิทธิที่เราจะเชื่อถืออย่างไรก็ได้ ซึ่งอันที่จริงประเด็นสร้างโลกนี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญมากนัก ในชีวิตของคนน่าจะรู้แต่เพียงว่า ใครเป็นคนให้กำเนิดเรามาเราควรทำอย่างไร?เรามีหน้าที่อย่างไร? เราได้ทำหน้าที่ของเราได้ดีแค่ไหนเพียงไร ?เป็นต้น จะดีกว่าการมาถกปัญหาว่าใครสร้างโลก เพราะไม่เกิดประโยชน์ทั้งอาจจะเป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทกัน ในเมื่อไปเถียงกับคนในศาสนาอื่น.

2.คัมภีร์ไบเบิ้ล กล่าวว่า “มนุษย์คู่แรกเกิดจากพระเจ้าสร้างขึ้นมา และในที่สุดมนุษย์ทั้งหลายจะล้างผลาญกันเองหมด”

ตามหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงรับสั่งอย่างไรเกี่ยวกับมนุษย์คะ?

–          เท่าที่พบมา การเกิดขึ้นของมนุษย์ในโลกนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ซึ่งค่อยเป็นค่อยไป มนุษย์ไม่เป็นคู่แรก แต่มีมาเป็นกลุ่มเลย เป็นสัตว์โลกจากโลกอื่นท่านเรียกว่า “อาภัสสรพรหม” โดยมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับดังนี้

–          หลักจากโลกได้เกิดขึ้นแล้วเป็นเวลานาน ต่อมากลิ่นของง้วนดินในโลก ได้ส่งกลิ่นหอมกระจายไปจนพวกอาภัสสระได้กลิ่น กระหายใครจะกิน และลงมากินในที่สุด  เมื่อกินนานๆเข้า ร่างกายหยาบขึ้นจะกลับไปโลกเดิมตนไม่ได้ จะต้องอยู่ในโลกใหม่

–          เมื่อพวกนี้อยู่กันมาก ในตอนแรก หลังจากง้วนดินถูกกินไปหมด ก็มีข้าวพิเศษเกิดขึ้น โดยคนจะต้องไปเก็บมากินวันละเมื้อเท่านั้น รุ่งเช้าข้าวจะมีรวงสุกเกิดขึ้นใหม่ คนก็ไปเก็บมากินอีก ครั้งแรกกินได้เลยโดยไม่ต้องหุงต้ม เพราะเป็นข้าวพิเศษ

–          ต่อมาพวกอาภัสสระที่กลายเป็นคนเหล่านั้นเกิดขี้เกียจจะเก็บทุกวัน เลยมีการสะสมอาหารกัน ข้าวชนิดนั้นก็หมดไป คนก็ต้องประกอบอาชีพตามถนัดของตน

–          เมื่อกินอาหารหยาบมากเข้า ความต้องการทางเพศก็เกิดขึ้น คนก็เริ่มสมสู่กัน ครั้งแรกเป็นการสมสู่แบบสัตว์  โดยไม่มีที่กำบังอะไร พวกที่มาเห็นเข้าเอาไม้บ้างดินบ้างปา  คนก็ละอายเลยต้องสร้างที่อยู่เป็นบ้านเป็นช่อง จับคู่อยู่ครองกัน สืบเป็นพืชพันธุ์มนุษย์ขึ้น

–          ต่อมามีการแย่งอาหารกันบ้าง แอบเอาของคนอื่นไปบ้าง พวกเขาจึงเลือกคน ๆหนึ่งขึ้นเป็นหัวหน้า สำหรับตัดสินข้อพิพาท และให้ความคุ้มครองคนผู้นี้ได้ชื่อว่า “สมมติราช” คือคนที่เขาสมมติให้เป็นใหญ่ ต่อมาตำแหน่งนี้ก็กลายเป็นกษัตริย์

–          คนก็สืบพันธุ์กันมาเรื่อยๆ จนมีศาสดา มีศาสนา ช่วยควบคุมทางวิญญาณ เป็นการช่วยกันกับทางบ้านเมือง แต่ละช่วงนี้ท่านว่ากินเวลานานมาก

ส่วนอวสานของมนุษย์นั้น เคยพบหลักฐานที่ไม่ค่อยจะแน่นักว่า ต่อไปคนจะเห็นกันและกันเป็นศัตรูและจะฆ่ากัน ทั้งร่างกายก็จะเล็กลงด้วย แต่ในคัมภีร์ที่พอจะเชื่อได้ ท่านว่า ในเวลาอันยาวนานภาหน้าโลกจะต้องพินาศครั้งหนึ่ง ดูเหมือนต่อไปนี้จะเป็นการพินาศด้วยไฟ บางกัปก็พินาศด้วยลม บางกัปพินาศเพราะน้ำ

   อย่างเรื่องของโนอา ออกจะเข้าเค้าอยู่เหมือนกัน แต่เห็นจะไม่ต้องเป็นห่วงหรอก คงยังอีกนาน ถ้าใครไม่เปิดสงครามปรมาณูขึ้นเสียก่อน ถ้าเกิดสงครามปรมาณูอย่างว่า ก็เห็นจะต้องสวัสดีชีวิตกันแน่.

3. พระพุทธเจ้าเคยทรงแสดงให้ทราบหรือไม่ว่า คนเราเกิดจากอะไร ?

-แสดงเหมือนกัน และเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาที่แสดงความเกิดขึ้นของมนุษย์โดยไม่เกี่ยวกับพระเจ้าสร้างเลย โดยทรงแสดงว่าเป็นขวบการที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น และอาศัยกันและกันดับไป จึงเป็นขบวนการลูกโซ่ ได้ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท มีดังนี้

  1. อวิชชา คือความไม่รู้ ได้แก่ไม่รู้ว่า อะไรเป็นทุกข์ ทุกข์มาจากไหน ความดับทุกข์คืออะไร มีลักษณะอย่างไร คนจะดับทุกข์ได้อย่างไร ไม่รู้อดีต อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ไม่รู้ตัวปฏิจจสมุปบาท เพราะอวิชชานี้เอง ได้ก่อให้เกิด
  2. สังขาร คือสิ่งปรุงแต่ง มีบุญ บาป และฌานสรุปว่ากุศล กับอกุศล
  3. เพราะสังขารนี่เอง ทำให้เกิดวิญญาณ คือ ปฏิสนธิวิญญาณ อวิชชากับสังขาร ท่านเรียกว่าอดีตเหตุ คือเหตุในปางก่อน พวก2 สิ่งนี้มา รวมกันกลายเป็นกิเลส บุญบาป และสร้างวิญญาณ
  4. นามรูปรูปเกิดขึ้น รูปก็คือร่างกาย นามก็คือ เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉย สัญญา ความจำได้หมายรู้สังขาร คืออารมณ์ต่าง ๆทั้งดีและชั่วที่เกิดขึ้นแก่จิตวิญญาณ คือความรู้อารมณ์ทางตา หู เป็นต้น หรือใจ
  5. เมื่อมีนาม รูปขึ้น ก็มีอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  6. เมื่อมีตาเป็นต้น ก็มีการถูกต้องกันระหว่างตากับรูปเป็นต้น กลายเป็นผัสสะ คือความกระทบ
  7. เมื่อมีผัสสะคือความกระทบ เราก็จะรู้สึกพอใจในบางสิ่ง ไม่พอใจในบางสิ่ง กลายเป็นสุข ทุกข์เฉยๆอันได้ชื่อว่าเวทนา
  8. พอมีเวทนาคือสุข ทุกข์ขึ้นเฉย ๆคนก็เกิดตัณหาคือความอยากได้สุข สิ่งที่ดี  จากช่วงวิญญาณถึงเวทนา ท่านว่าเป็นปัจจุบันผล คือผลที่เกิดในปัจจุบัน
  9. ตัณหา ความอยาก อันเป็นผลที่เกิดมาจากเวทนาดังกล่าวแล้ว มีประเภทเป็น 3 คือ

ก.       กามตัณหา ความทะยานอยากของใจในรูป รส กลิ่น เสียงเป็นต้น

ข.       ภวตัณหา อาการที่ใจอยากเป็นนั่นเป็นนี่ตามที่ตนเป็นอยู่ คือ ไม่ยินดีในความเป็นอยู่ของตน

  1. เมื่อคนมีตัณหา ก็แสวงหาสิ่งที่ตนต้องการด้วยอำนาจของตัณหา ก็แสวงหาสิ่งที่ตนต้องการด้วยอำนาจของตัณหาดังกล่าว พอได้มาในที่สุดก็กลายเป็นอุปาทาน คือใจที่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

ก.       กามุปาทาน ยึดถือด้วยอำนาจความใคร่ว่าเป็นของเรา

ข.       ทิฏฐุปาทาน ยึดถือในความคิดว่าความเห็นของตน ลัทธิของตนว่าถูกต้อง ของคนอื่นผิด

ค.       อัตตวาทุปาทาน  ถือว่าตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

 ฆ. ลีลัพพตุปาทาน ถือมั่นในศีล และวิธี ปฏิบัติต่างๆที่ตนเคยทำมาจนชินว่าถูกต้อง ไม่ยอมแสวงหาข้อเท็จจริงจากสิ่งนั้น ๆ

         ตัณหากับอุปาทาน 2 ประการนี้ ท่านเรียกว่าเป็นปัจจุบันเหตุ คือสาเหตุในปัจจุบันที่ทำให้คนเกิดต่อไป ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า

  1. เมื่อมีอุปาทาน ก็ทำให้เกิดเป็นภพ คือที่อุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ท่านแบ่งเป็นกามภพ ภพที่สัตว์ยังแสวงหากามารมณ์อยู่ รูปภพ ภพที่ท่านซึ่งได้ฌานไปบังเกิดเป็นพรหมมีรูปต่าง ๆกัน อรูปภพเป็นภพที่ท่านผู้บรรลุอรูฌานไปบังเกิด

จะเป็นภพใดก็ตาม เมื่อมีการเกิด หรือมีภพก็ต้องมีการเกิด ที่ท่านเรียกว่าชาติ พอมีความเกิด สิ่งต่าง ๆสำหรับสัตว์ที่เกิดก็จะติดตามมา คือ ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสกะ ความเศร้าโศก ปริเทวะ ความคร่ำครวญรำพัน ทุกข์ ความเจ็บปวดทางกายโทมนัส ความเจ็บใจ อุปายาส ความตับแค้นใจ เป็นตัณก็เกิดขึ้นสำหรับคนที่เกิดมาแล้วเหล่านั้น ภพเป็นต้นจึงชื่อว่าเป็นอนาคตผล คือผลที่จะมีเพราะอำนาจของตัณหาอุปาทาน อันเป็นปัจจุบันเหตุดังกล่าวแล้วในอนาคต

นี่เป็นแบบที่ทรงแสดงสำหรับนักวิชาการชั้นสูง ในขณะเดียวกันเราจะพบว่า ได้มีการปฏิเสธอำนาจผู้สร้าง โดยชี้ให้เห็นว่าไม่มีผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ใด ๆถ้าหากจะมีพระเจ้า พระเจ้าที่ว่าก็คือ อวิชชา อันเป็นต้นเดิมใน อดีต และยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน

บางครั้ง ทรงแสดงแบบวัฏฏจักร คือ กงล้อของวัฏฏะว่า มีปัจจัยอยู่ 3 อย่าง คือ

คนมีกิเลส เพราะอาศัยกิเลสมีโกรธ โลภ หลงนี้เอง การกระทำของคนจึงเป็นกรมทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และกลาง ๆเมื่อมีกรรมเช่นนั้น คนก็ต้องได้รับผลคือวิบาก ตามอำนาจกรรมที่ตนทำไว้ เมื่อต้องรับวิบาก การกระทำด้วยอำนาจกรรมที่ตนทำไว้ เมื่อต้องรับวิบาก การกระทำด้วยอำนาจกิเลสก็เกิดขึ้นอีก รวมความว่า กิเลส กรรม วิบาก จะต้องหมุนกันไปอย่างนี้จนกว่าคนจะตัดสาเหตุสำคัญคือกิเลสออกไป การเกิดจึงหยุด

บางครั้งทรงแสดงแบบเข้าใจง่าย ๆว่า ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ ตัณหายังคนให้เกิด หรือพูดง่าย ๆว่าคนเกิดมาด้วยอำนาจของตัณหา

ฟังดูคล้าย ๆจะขัดกัน แต่อันที่จริงหาขัดกันไม่เพราะสิ่งที่เรียกอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กิเลส สังโยชน์ อนุสัย โลภ โกรธ หลงเป็นต้น ก็หมายถึงอวิชชานั้นเอง บางครั้งทรงสอนให้ละตัณหา บางครั้งทรงสอนให้ละอวิชชา บางครั้งทรงสอนให้ละโลภ โกรธ หลง จะละสิ่งใดก็ตาม อย่างอื่นก็ชื่อว่าเป็นอันละด้วย เพราะเป็นชื่อของสิ่งเดียวกัน

สำหรับนักเรียน ถ้ามีคนถามว่า คนเกิดมาจากอะไร ? คำตอบที่ง่ายที่สุดคือตอบว่า เกิดมาจากตัณ หาตามนัยแห่งพระพุทธภาษิตที่กล่าวแล้ว “โดยการที่ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู สัตว์หรือวิญญาณที่ประกอบด้วยตัณหา กรรมถือปฏิสนธิในครรภ์ มนุษย์ก็เกิดขึ้นมา

พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ จะทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกหรือไม่ ?

พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ส่วนมากทราบที่ใช้คำว่าพระอรหันต์ส่วนมาก คือมีพระอรหันต์ประเภทหนึ่งเรียกว่า สุกขวิปัสสก ท่านไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์อีก 3จำพวกคือ เตวิชฺช ท่านที่ได้บรรลุวิชชา 3 ฉฬภิญญ 6

ปฏิสมภิทปฺปตฺต ท่านที่ได้บรรลุปฏิสัมภิทา 4 ท่ารู้ด้วยญาณ 3 ประการ คือ

  1. อตีตังสญาณ ความรู้เหตุการณ์ เรื่องราวบุคคลในอดีตได้ ในเมื่อท่านปรารถนาที่จะรู้เพียงแต่น้อมใจไปเพื่อรู้เรื่องนั้น ก็จะรู้ได้ในทันที่
  2. ปัจจุปปั่นนังสญาณ ท่านสามารถทราบเหตุการณ์ต่างๆในปัจจุบันได้ ด้วยวิธีเดียวกันกับข้อแรก
  3. อนาคตตังสญาณ ท่านมีญาณที่จะรู้ว่า อนาคตอะไรจะเกิดขึ้น คนจะเป็นอย่างไร ศีลธรรมจะเสื่อมจากใจประชาชน หรือจะเจริญเป็นต้นได้ ด้วยอำนาจญาณทั้งสามนี้ ถ้าท่านต้องการจะรู้และน้อมใจไปเพื่อรู้ สิ่งนั้นจะเป็นเหมือนปรากฏต่อหน้าท่าน

แต่เราจะพบว่า พระพุทธเจ้ามักจะไม่เล่าเรื่องเหตุการณ์เล่านั้นมากนัก ทรงมุ่งจะแก้ทุกข์ในปัจจุบันมากกว่า เรื่องอดีตที่นำมาแสดงก็เป็นเรื่องประกอบการเทศนา อันได้ชื่อว่าชาดก แปลว่าเรื่องที่เคยเกิดมาแล้วมีอยู่ในปีฏก 547 เรื่อง เป็นหนังสือขนาดใหญ่ 2 เล่ม ต่อมาอาจารย์รุ่นหลังได้เล่าเรื่องให้สมบูรณ์ขึ้น ตามที่ได้สดับมา  เป็นหนังสือขนาดใหญ่ 10 เล่ม นักปราชญ์ทางตะวันตกแปลออกเป็นภาษาอังกฤษหนาขนาดเล่มละ 3 นิ้วฟุตกว่า ๆเป็นจำนวน 3 เล่ม เหล่านี้เป็นเรื่องความรู้ถึงเหตุการณ์ในอดีตของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น…

 

พระพุทธเจ้าเมื่อปรินิพพานแล้ว ไปอยู่สวรรค์ชั้นใด เป็นชั้นที่เท่าไร?

– คำว่า “ปรินิพพาน” แปลว่าดับรอบคือดับหมด   ถ้าถามว่าดับอะไร? แก้ว่า ดับกิเลส ตัณหาที่เป็นสาเหตุให้ต้องเกิดอีกไปหมด ท่านบอกว่าคนเราที่ต้องเกิดอีกนั้นก็เพราะมี

ก.       ตณฺหา สิเนหํ มีตัณหา รวมทั้งสรรพกิเลสคือกุศลทั้งปวง เป็นยางเหนี่ยว เหมือนกับยางเหนียวที่มีในเมล็ดพืชนั้นงอกได้

ข.       วิญญาณํ พีชํ  มีวิญญาณ คือจิตที่ไปเกิดอันเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ เป็นตัวพืช หรือหน่อเหมือนหน่อของพืชที่มีอยู่ภายในเมล็ด

ค.       กมฺมํ เขตฺตํ มีกรรมดี-ชั่ว เป็นเนื้อนา หรือสถานที่ที่มีความชื้น สามารถให้พืชงอกหยั่งรากลงได้ทั้ง 3 อย่างนี้ขาดไปแม้อย่างหนึ่ง ก็ไม่อาจจะเกิดได้อีกต่อไป เหมือนพืช ที่ไม่มียางเหนียวหรือไม่มีหน่อหรือมีทั้งสองอย่าง แต่ไม่มีความชื้นพอ ที่จะงอกได้ก็ต้องตายไป

พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น ทรงทำลายตัณหา และสรรพกิเลส ออกจากจิตจนหมดสิ้น บุญ-บาปในอดีตพระองค์ละได้หมด การกระทำในปัจจุบัน ไม่เป็นบุญและเป็นบาป อันจะกลายเป็นการสร้างภพสร้างชาติอีกต่อไป ดังนั้นการนิพพาน หรือปรินิพพานในความหมายของเถรวาท ถือว่าไม่มีการเกิดอีกต่อไป เพราะสิ้นปัจจัยที่ทำให้ต้องเกิดใหม่ดังกล่าวแล้ว แต่การจะอธิบายนิพพานให้เข้าใจได้นั้นออกจะเป็นการยาก เพราะนิพพานเป็น

สนฺทิฏฐิกธมฺม  อันคนบรรลุเท่านั้น จะทราบได้ด้วยตนเอง เหมือนคนรู้รสเค็ม เปรี้ยว ด้วยลิ้นของตนเอง การจะฟังคนอธิบายให้เข้าใจนั้น ย่อมไม่สามารถทราบได้

ปจฺจตฺต เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เป็นสภาวะมี่วิญญูชนจะต้องรู้เฉพาะด้วยตนเอง แม้ในการอธิบายนิพพาน แก่พระที่ยังไม่ได้บรรลุ พระพุทธเจ้าจะทรงแสดงในทำนองที่ว่า

“สภาพอันหนึ่ง” ที่สงบ ประณีต เป็นสภาวะที่สงบแห่งสังขาร คือสิ่งที่มาปรุงแต่งจิตใจ และกายทั้งปวง ถ่ายถอนอุปธิคือกิเลสออกไปได้ สิ้นตัณหาปราศจากความกำหนัด ปราศจากเครื่องเสียดแทง ดับเป็นต้น สภาพอันนี้แหละที่ทรงเรียกว่านิพพาน ท่านผู้ปรินิพพาน เมื่อจะกล่าวถึงที่ไปของท่าน ท่านที่กล่าวเป็นคำเปรียบเทียบกับเปลวไฟที่ดับไป หรือควันไฟที่ลอยไป เราไม่ทราบว่าไปในทิศไหนฉันใด ท่านที่ปรินิพพานก็มีลักษณะเช่นเดียวกับฉันนั้น

สรุปว่า นิพพานนั้น ไม่ใช่การไปเกิดในสวรรค์หรือที่ไหนเพราะปัจจัยแห่งการเกิดหมดสิ้นไปแล้ว เป็นการดับที่ไม่มีเชื่อเพื่อให้เกิดอีกต่อไป.

 

                    พุทธภาษิต

มารย่อมไม่ประสบทางของท่านทั้งหลาย ผู้มีศีลสมบูรณ์ อยู่ด้วยความไม่ประมาท มีจิตหลุดพ้นเพราะรู้ชอบ ผู้ใดจักสำรวมจิตที่ไปในที่ไกล เที่ยวไปดวงเดียวไม่มีรูปร่าง มีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงของมาร.

ปัญหาเกี่ยวกับกรรมวิบาก สภาวธรรม

กรรม และวิบากแห่งกรรมคืออะไรคะ ?

–          กรรม นั้น ท่านแปลว่าการกระทำ ที่บุคคลมีเจตนากระทำลงไป จะเป็นทำทางกาย วาจา ใจ ก็

เป็นกรรมทั้งนั้น กรรมนี้มีทั้งดีที่เรียกว่ากุศล และไม่ดีเรียกว่าอกุศล กรรมดี เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ท่านผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในบุตรภรรยา สามีของกันและกันเป็นต้น ส่วนอกุศลกรรมก็มีนัยตรงกันข้าม

กุศลกรรม ที่จะเรียกได้ว่ากรรมนั้นเช่นการจงใจจะฆ่าสัตว์ และฆ่าสัตว์ลงไป ความจงใจนั้นเป็นกรรมส่วนการฆ่านั้นเป็นกิริยา กรรมทุกอย่างจึงมีที่เป็นกรรมและกริยาควบคู่กันไป

         เช่นคนฆ่าสัตว์ดังกล่าวแล้ว  ผลกรรมกับผลกิริยาแตกต่างกัน ผลของกิริยาคือสัตว์ตายเพราะถูกฆ่าแต่ผลกรรมคือความเร่าร้อนใจ เพราะไฟกิเลสเผา ผลาญในขณะที่ก่อให้เกิดเจตนาในการฆ่า และการต้องถูกฆ่าในอนาคต แม้ตายไปเกิดในชาติใหม่ ก็ต้องรับผลกรรม แต่ผลของกิริยาจบลงไปแล้ว

วิบากของกรรม ก็คือผลที่เกิดจากความจงใจ หรือเจตนาในการทำอย่างนั้น ตัวอย่างที่จะพึงเห็นได้ง่ายเช่นเราตั้งใจจะกินอาหาร เป็นกรรม การกินอาหารเป็นกิริยา ผลของกิริยา คืออาหารหมดไป ผลของกรรม คือความอิ่ม

การตั้งใจเรียนหนังสือเป็นกรรม การเรียนเป็นกิริยา ผลของกิริยาคือหนังสือได้ถูกอ่านหมดไปเป็นหน้า ๆผลของกรรมอันได้แก่ความตั้งใจเรียน คือความรู้

กรรมนั้น คือความจงใจ เจตนา เมื่อทำไปแล้วก็หมดเรื่องของกรรมกัน ต่อแต่นั้นเป็นเรื่องของวิบากคือผลกรรมทั้งนั้น จะได้ผลแก่บุคคลทั้งในชาติปัจจุบันและชาติต่อไป จนกว่าจะสิ้นแรงกรรม แต่ถ้าพูดให้ถูกต้องพูดว่า จนกว่าจะสิ้นผลหรือวิบากของกรรมอันนั้น

ในตัวอย่างการเรียนหนังสือ เราจะเห็นว่าผลของความตั้งใจเรียนหนังสือนั้น ให้ผลแก่เรานานมาก ให้ในขณะสอบ ในขณะทำงาน จนกว่าเราจะลืมความรู้อันนั้นแม้เรื่องผลกรรมก็ทำนองเดียวกัน

กรรมดี จะให้ผลเป็นความสุขตลอดเวลา

กรรมชั่ว จะให้ผลเป็นความทุกข์ตลอดเวลาเช่นกัน เราทำกรรมอย่างใดไว้ ก็จะต้องรับผลเช่นนั้น เราปลูกมะม่วง ผลก็จะออกมาเป็นมะม่วง จะไม่ออกมาเป็นขนุนหรือผลไม้อื่นเป็นอันขาด เพราะผลกับเหตุจะไม่แย้งกัน.

         ทำไมกรรมที่จะเกิดแก่พ่อแม่ แต่ท่านแคล้วคลาดไป จึงไปเกิดแก่ลูกแทนได้?

–          ข้อนี้ไม่จริงหรอกคนเรามีกรรมเป็นของๆตนจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรม ใครทำกรรมอันใดไว้

ดีหรือชั่วก็ตาม เขาเองจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น พ่อแม่ทำผิด ตำรวจจะจับลูกมาขังแทนไม่ได้ฉันใด

พ่อแม่ทำความผิดไว้ จะให้ลูกรับผลกรรมแทนไม่ได้ฉันนั้น แล้วทำไมจึงมีลักษณะที่คล้ายกับลุกรับกรรมแทนพ่อแม่เล่า?

         ทั้งนี้ เป็นเพราะความซับซ้อนของกรรม และความเสมอกันของกรรม ที่พ่อแม่ ลูกเคยทำกันมาในอดีต จะเป็นอดีตไกล หรือใกล้นั้นไม่สำคัญแต่ทุกคนได้เคยทำกรรมทำนองเดียวกันมา เช่นพ่อตัดมือ หูลิง ในชาตินี้ ต่อมาลูกเกิดมามือด้วน หูแหว่ง มือด้วนดูเผินๆคล้ายกับว่า นั่นเป็นกรรมที่พ่อตัดมือลิง หูลิง มาตกแก่ลูก แท้ที่จริงไม่ใช่ เพราะอะไร ?

         เพราะ กมฺมโยนิ เราแต่ละคนมีกรรมเป็นกำเนินคือกรรมส่งมาให้เกิด  เกิดด้วยอำนาจกรรม ที่ลูกเกิดมาลักษณะอย่างนั้น ก็เพราะลูกคนนั้น จะต้องเคยตัดมือ หู ใครมาแล้วในอดีต เขาจึงต้องมาเกิดในลักษณะอย่างนั้น ถ้าจะถามว่าแล้วทำไมต้องมาเกี่ยวกับพ่อแม่ชาตินี้ หรือยกยอดไปในชาติหน้า ส่วนมากแล้วจะได้รับในชาติปัจจุบันด้วยตนเอง ก่อน ส่วนมากแล้วจะได้รับในชาติปัจจุบันด้วยตนเองก่อน แต่คนเราลืมเก่งพอเวลาผ่านไป 20-30 ปี ไปเจอผลกรรมที่ตนเคยทำไว้ กลับคิดว่าเป็นเคราะห์ร้าย ดวงดีไม่ดีไปเสียเพราะลืมและไม่อาจจะโยง หรือไม่อยากจะโยงไปหาอดีต

“มีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ท่านเคยเจาะพระเนตรพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆเล่น พร้อมกับจับเข้าแถวองค์ใดวางไม่ตรงก็เฆี่ยนด้วยไม้ ต่อมาเมื่ออายุแก่เข้าท่านบวช   และถูกเด็กยิงหนังสติ๊กมาจากข้างวัดถูตาของท่านบอดหมด 2 ข้าง ท่านล้มลงในขณะนั้น เอวเลยเคล็ดไปด้วย ท่านได้รับทุกขเวทนามาก แต่ท่านยอมรับผลนั้นด้วยความพอใจและท่านเล่าว่านี่คือผลกรรมสมัยท่านเป็นเด็ก ที่ทำต่อพระพุทธปฏิมา ถึงแม้กายจะเจ็บ แต่ใจท่านสบาย เพราะได้ใช้กรรมไปบ้าง”

         อย่าลืมว่า “ใครทำกรรมอันใดไว้ คนนั้นจะต้องเป็นผู้รับผลกรรมด้วยตนเอง” เหมือนนายก.กินข้าว จะไปอิ่มที่นาย ข.ไม่ได้ ถ้า นาย ข.จะต้องการอิ่ม ก็ต้องกินด้วยตนเองเท่านั้น

                   คนที่เป็นโรคเรื้อรังเป็นเวลานาน เกิดจากวิบากของคนนั้นใช่หรือไม่ ?

-โรคนั้นท่านแสดงว่าอยู่ 3 ประเภท คือ

1.โรคที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย

2.โรคที่รักษาจึงหาย ไม่รักษาไม่หาย

3.โรคที่รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย

โรคที่จะเกิดจากวิบากกรรมนั้น เป็นโรคประเภทที่ 3 แต่เราจะว่าเป็นโรคที่เกิดจากวิบากกรรมในชาติก่อนเสมอไปก็ไม่ค่อยได้ เพราะบางคนความต้านทานในร่างกายไม่มีพอ โรคน้อยกลายเป็นมาก และมาก

จนรักษาหรือไม่รักษาก็ไม่หาย โรคเรื้อรังจึงอาจจะกล่าวได้ว่า

ก.       เกิดจากความประมาทของบุคคลผู้นั้นในสมัยที่ตนยังแข็งแรงอยู่ เช่นโรคพิษสุราเรื้อรัง

ข.       เกิดจากผลแห่งอกุศลกรรมในอดีตของเขา อันหมายถึงกรรมในชาติปางก่อน ซึ่งมีอยู่มากเคยพบหลักฐานทางบาลี คนที่เป็นโรคเรื้อรังเหล่านั้น เวลามีคนมาถามพระพุทธเจ้า พระองค์จะทรงพยากรณ์ว่าเกิดจากอดีตกรรมของเขา เช่น

  1. พระนางโรหิณี ลูกพระเจ้าอาของพระพุทธเจ้าเป็นโรคเรื้อน ทรงพยากรณ์ว่า เป็นผลของความริษยาในอดีต โดยพระนางเคยเป็นมเหสีพระเจ้าแผ่นดิน ริษยานางสนคนหนึ่ง จึงเอาหมามุ้ยไปโรยบนที่นอนของนางสนม นางสนมจึงคันไปหมดทั้งตัว นางจึงเกิดมาเป็นโรคเรื้อน
  2. พระติสสะกายเน่า กายท่านเปื่อย น้ำเหลืองเยิ้มไปหมด กระดูกก็เปื่อย ทรงแสดงว่าเป็นผลของการหักกระดูกนก เพื่อเก็บไว้ขายในชาติที่ท่านเกิดเป็นนายพรานป่า
  3. สุปปพุทธกุฎฐิ เป็นโรคเรื้อนเหมือนกัน แต่เป็นวิบากของกรรมที่ถ่มน้ำลายรดพระปัเจกพุทธเจ้าถึงแม้ว่าจะไม่ถูก แต่ทำกับคนขนาดนั้น กรรมก็หนักโขอยู่ เกิดมาจึงเป็นโรคเรื้อน เป็นต้น

สรุปว่าโรคเรื้อรังนั้น “เป็นผลของอดีตกรรมอันใกล้ คือในชาติปัจจุบัน ละอดีตกรรมไกล คือ ในชาติก่อนไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน.”

         ถ้าเราเห็นคนที่หน้าตาไม่สวย แล้วไปว่าเขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วต่อไปเราจะต้องเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ?หรือเราพูดว่าเราไม่เคยเป็นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเราจะต้องเป็นอย่างนั้นจริง ๆหรือไม่ ?

–          เรื่องคนรูปร่างหน้าตาจะสวยหรือไม่สวยนั้น เป็นเรื่องธรรมนาม ใคร ๆก็ต้องการเกิดมาเป็นคนสวยด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ทำอย่างไรได้เล่าคนเรามีกรรมเป็นของ ๆตน มีกรรมเป็นผู้สร้างให้เกิดมา การที่เห็นเขาไม่สวยแล้วไปว่าเขา ก้ออกจะเกินไป และขาดเหตุผลเอามาก ๆทีเดียว อันทีจริงคนเราจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม เราไม่ได้วัดกันด้วยรูปร่าง แต่วัดกันด้วยคุณธรรมความดี ที่มีอยู่ภายในใจและแสดงออกมาทางกาย วาจา ดังที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า

 “คนจะงาม       งามน้ำใจ  ใช่ใบหน้า

คนจะสวย           สวยจรรยา           ใช่ตาหวาน

คนจะแก่    แก่ความรู้   ใช้อยู่นาน

คนจะรวย  รวยศีลทาน          ใช้บ้านโต”

หรืออย่างที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงประพันธ์เกี่ยวกับสตรีไว้ว่า

         “รูปทรามแต่ว่าน้ำ         ใจดี

         นั่นแหละยอดนารี        เร่งใกล้

         รูปงามแต่กาลี               ลวงโลก

         เฉกเช่นผลเดื่อไซร้       นอกพริ้งในโพรง”

จาดความจริงข้อนี้ นักปราชญ์ทางอินเดียได้กล่าวไว้ว่า

         “เทพเจ้าแห่งความงาม และเทพเจ้าแห่งปัญญาความดี มักจะไม่อยู่ร่วมกัน พระเจ้าทรงสร้างนกยูงให้สวยงามแต่เสียงไม่ไพเราะ ในขณะเดียวกันกาเหว่าตัวดำ แต่เสียงกลับไพเราะ แต่ถ้าเมื่อใดเทพเจ้าแห่งความงาม ปัญญา และความดี มาอยู่ร่วมในคนเดียวกัน คนนั้นก็เป็นยอดคน”

         ดังนั้น การไปว่าคนอื่นเพียงเพราะเห็นเขามาสวยนอกจากจะเป็นวจีทุจริยแล้ว ยังเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่วนข้อที่เราไปว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้นั้น ต่อไปเราอาจจะต้องเป็นอย่างนั้นบ้าง นี้เป็นความจริงอย่างที่โบราณท่านว่า

         “มักท่านเท่าใด มักตนเท่านั้น” ที่เราเห็นได้ง่ายที่สุด คือคนที่เห็นและได้ยินเพื่อนพูดติดอ่าง แล้วไปแกล้งพูดติดอ่างเป็นการล้อเลียนเขา รับรองได้เลย ว่าไม่นานเขาจะกลายเป็นคนติดอ่างตามไปด้วย ข้อนี้จึงจัดเข้าในคำสอนที่ว่า

         “คนที่ทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม เขาจะต้องรับผลกรรมนั้น”

         ส่วนประเด็นที่2นั้น เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะถ้าเพียงแต่เราพูดว่าเราไม่เคยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะต้องได้เป็นไปตามนั้น คนเราก็ไม่ต้องทำงานกัน ไม่ต้องเรียนหนังสือกันนั่งพูดเอาอย่างเดียวก็พอแล้วข้อนี้นั้นได้จริงๆ ทุกคนก็อย่างเป็นที่ดี ๆกันทั้งนั้น โลกก็คงจะไม่ต้องเป็นอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้ ประเด็นนี้จึงเป็นไปไม่ได้ดังกล่าวแล้ว.

 

คนที่พ่อแม่เป็นโจร แต่ตนเองไม่ได้เป็นโจรด้วนและในขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น ก็รับประทานอาหารที่พ่อแม่ขโมยมา เช่นนี้จะต้องรับกรรมด้วยหรือไม่คะ ?

–          จะได้รับกรรมด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า “เราเจตนาร่วม ในการลักทรัพย์เป็นต้นกับพ่อแม่ด้วยหรือไม่” ถ้าเรามีเจตนาร่วมด้วย หรือยินดีในสิ่งของที่พ่อแม่ขโมยมา ก็เป็นการสมโจร อยู่ในข่ายของอทินนาทานเหมือนกัน ถ้าเราไม่มีเจตนาร่วมหรือไม่รู้เรื่องที่ท่านขโมยมา เรากินอาหารตา

ธรรมดาของลูก ที่จะต้องอาศัยพ่อแม่เป็นอยู่ในวัยเด็กก็ไม่มีโทษอะไร เรื่องนี้จึงสำคัญที่ใจของเรา

เหมือนคนที่ฝ่ามือไม่เป็นแผล สามารถจะจับยาพิษด้วยมือได้โดยยาพิษไม่อาจทำอันตรายต่อมือ แต่ถ้าตรงกันข้ามก็ต้องเป็นอันตรายจากยาพิษนั้นด้วย

         เรื่องทำนองนี้  คล้ายกับเรื่องพระเจ้าอโศกมหาราชที่สั่งอำมาตย์ให้ไปบอกพระให้ลงอุโบสถร่วมกัน เพราะสมัยนั้นพระแตกกันด้วยความประพฤติไม่เสมอกัน จึงไม่ได้ลงอุโบสถร่วมกันเป็นเวลานาน พระองค์จึงให้อำมาตย์ไปบอกดังกล่าว   เมื่อพระไม่ยอมลงอุโบสถร่วมกัน อำมาตย์ก็ฆ่าพระเสียหลายองค์ หาว่าขัดพระบรมราชโองการ พระเจ้าอโศกทรงทราบเข้าตกพระทัยมาก กลัวบาปจะเกิดแก่พระองค์ด้วย จึงเสด็จไปถามพระหลายรูป พระก็ตอบไม่ค่อยลงกัน จึงไปถามพระโมคคัลลีบุตรสสเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ท่านก็ตอบความว่า “ถ้าพระองค์มีเจตนาร่วมกับการฆ่าพระก็ต้องบาปด้วย ถ้าไม่มีเจตนาจะให้เป็นเช่นนั้น บาปก็ไม่มีแก่พระองค์ เรื่องนี้ก็ทำนองเดียวกัน สำคัญอยู่ที่ “มีเจตนาร่วมหรือไม่มี.”

 

                   คนที่ผิดสัจจะ ผลกรรมจะตามมาในรูปใดคะ?

–          คำว่าสัจจะ มีความหมายหลายอย่าง ต้องดูว่าผิดสัจจะไหนกันแน่

–          สัจจะ แปลว่าความตั้งใจจริง คือจะประพฤติสิ่งใดแล้ว ก็ทำสิ่งนั้น ๆไปจนสำเร็จไม่ท้อถอย

–          สัจจะ คือการพูดคำสัตย์ คำจริง

–          สัจจะ คือความสัตย์ซื่อต่อกัน เช่นต่อหน้าอย่างไร ลับหลังก็อย่างนั้น

–          สัจจปฏิญญา ให้ปฏิญญาที่เป็นจริงกับใครไว้แล้ว ต้องทำตามปฏิญญานั้นไม่เปลี่ยนแปลง

–          สัจจาธิษฐาน คือการอธิษฐานใจ เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตราบใดที่สิ่งที่ตนต้องการยังไม่สำเร็จ จะไม่ยอมละเลิกความตั้งใจ เช่นการอธิษฐานพระทัยที่โคนโพธิ์ของพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้

สัจจะประเภทแรกกับประเภทสุดท้าย ถ้าคนทำผิดไป ก็เป็นความผิดส่วนตัว เป็นความเสียเฉพาะตัว ผลที่จะตามมาคือความเป็นคนโลเล ทำอะไรไม่จริง ๆจัง ๆแพ้ใจตนเองเข้าบ่อย ๆในที่สุดก็ไม่อาจประสบความสำเร็จอะไรได้ แม้ตายไปเกิดในชาติต่อไป ก็ขาดบารมีในด้านนี้ ผลก็จะปรากฏมาในรูปเดิม

         สัจจะ 3 ประเภท คือ 2-3-4 เป็นความผิดต่อคนอื่น ผลที่พึงประสบในปัจจุบัน เช่น

  1. ไม่มีคนเชื่อถือถ้อยคำ พูดอะไรออกมาเพื่อนคิดว่าโกหกอยู่เสมอ
  2. เป็นคนชื่อเสียงเสีย กลายเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ ที่ใครเขาไม่เชื่อ
  3. หาคนดีคบหาสมาคม ร่วมกิจกรรมต่าง ๆด้วยไม่ได้
  4. เป็นคนหลงทำกาลกิริยา และตายไปแล้วก็บังเกิดในทุคติ

หลังจากเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นคนขาดเสน่ห์ในตัวหาคนเมตตาไม่ได้ จะพูดจาก็ไม่มีคนเชื่อถือ

ถ้อยคำกลายเป็นคนที่สังคมไม่ต้องการไปจนกว่าจะสิ้นกรรม.

 

ที่ว่าเมื่อเวลาคนใกล้จะตาย ให้ทำใจนึกถึงพระรัตนตรัยแล้วจะได้ไปสวรรค์จริงหรือไม่ ?

–          โดยทั่วไปเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคนเราจวนจะตายนั้น ท่านบอกว่าอาสันนกรรม คือกรรมเมื่อจวน

จะตาย มีความสำคัญมาก ถ้าใจประกอบด้วยกุศลเวลานั้น คนก็ตายด้วยจิตที่เป็นกุศล คนตายด้วยจิตมีลักษณะอย่างใด ย่อมบังเกิดในภพต่าง ๆด้วยอำนาจของจิตลักษณะอย่างนั้น

         การนึกถึงพระรัตนตรัย นับเป็นกุศลจิต การตายด้วยจิตเช่นนี้ จึงไปเกิดในสวรรค์ได้ ตามหลักฐานที่เคยพบก็เช่นนั้น

         แต่อย่าลืมว่าขณะจิตนั้นเร็วมาก ตอนดับจิตอาจจะเป็นการดับด้วยอารมณ์อื่น นอกจากพระรัตนตรัยก็ได้ถ้าต้องการจะให้การนึกถึงพระรัตนตรัย สำแดงอานุภาพได้เต็มที่ คนควร

  1. หัดนึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เสมอ ในเวลาปกติเพื่อให้จิตคุ้นเคยกับการนึกเช่นกัน ถ้าจิตไม่คุ้นเคยค่อยนึกกันตอนตาย ทำได้ยาก  เพราะขณะนั้นทั้งกายและจิตแวบไปรับอารมณ์อย่างอื่นที่ตรงกันข้ามได้
  2. ต้องพยายามไม่ทำบาปที่หนัก เพราะจิตจะแนบอยู่กับบาปที่หนักนั้น เวลาจะนำมานึกถึงพระรัตนตรัย อาจจะดึงมาไม่ได้ หรือดึงมาได้ก็วิ่งกลับไปได้ง่าย
  3. ต้องเป็นคนที่เตรียมกายเตรียมใจ รับรู้ว่าเราจะต้องตายอยู่เสมอ เผื่อว่าเวลาจะตาย ขวัญจะไม่เสียและพร้อมที่จะจากลูก ภรรยา สามี ญาติพี่น้องไปโดยไม่มีความห่วงใยมากนัก
  4. คนป่วยจะต้องไม่ถูกรบกวนจากคนภายนอก จนจิตขาดความสงบ และไม่อาจจะให้จดจ่ออยู่กับคุณพระรัตนตรัยได้ตลอดเวลา เป็นต้น

ถ้าทำได้อย่างนี้ ผลที่หวังก็มีมากขึ้น อานุภาพของพระรัตนตรัยก็จะเปล่งออกได้เต็มที่.

 

                   ท่านว่าจะมีคนที่รับแต่ผิดอย่างเดียวไหมคะ ?

–          ผิด ความผิด สิ่งที่ผิดนั้น เป็นผลของการกระทำที่ผิด แห่งบุคคลที่ตั้งจิตไว้ผิด จึงอาจเป็นไปได้สำหรับคนที่ทำชั่วทำผิดอยู่ตลอดเวลา ที่เขาจะต้องได้รับเช่นนั้น

แต่ในแง่ความเป็นจริงของชีวิตคน ใครก็ตามจะทำชั่วอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ อย่างน้อยเขา

จะต้องทำความดีบ้าง ไม่สำหรับคนอื่น ก็เพื่อตนเอง คนชั่วที่ทำชั่วมาก ทำดีน้อยดังกล่าวนั้นเขาจะต้องได้รับความชอบบ้างไม่มากก็น้อย แต่มีเหมือนกัน  ที่ความชอบมี

ปริมาณน้อยเกินไป จนคนบางคนไม่ค่อยรู้สึก เพราะเขาได้รับความชั่วความผิดมาเสียจนชิน จนทำให้เข้าใจว่ารับแต่ความผิด สมมติว่าจริงคงน้อยมาก.

 

                   ทำไมบางครั้งความชั่วจึงชนะความดี ?

-นี้เป็นเรื่องของสิ่งที่มีปริมาณไม่เท่ากัน เช่น คนที่กิเลสหยาบบาปหนา ถึงแม้จะให้อยู่ในฐานะที่ดีอย่างไร ถ้าใจยังมากด้วยความชั่ว เขาก็อาจจะทำความชั่วได้ เพราะความชั่วมีมากกว่าคนดี ถ้าในปริมาณที่พอ ๆกัน  อาจจะผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะได้ เช่น คนบางครั้งก็ดี บางครั้งก็ร้าย นั่นเป็นเพราะปริมาณความดีและความชั่วภายในใจเขา มีขนาดพอ ๆ กัน แต่ถ้าเป็นคนดีที่มากด้วยความดี เป็นการอยากที่ความชั่วจะชนะใจเขาได้ ดังนั้นทางพระพุทธศาสนาจึงแสดงว่า

-ความดีคนดีทำได้ง่าย เพราะพื้นใจเขามีความดีอยู่แล้ว เหมือนนักเรียนที่รู้เลขลบดีอยู่แล้ว จะมาทำเลขบวกก็ไม่ยากอะไร ยิ่งทำเลขลบอีกยิ่งสะดวกยิ่งขึ้น

-ความชั่วคนชั่วทำได้ง่าย แต่คนดีทำได้ยากเหมือนคนที่เคยลักขโมยมา จะก้าวไปถึงขั้นปล้นเขาไม่เป็นการยาก แต่คนที่ไม่เคยขโมยแม้แต่ไม้ขีดสักกลักจะไปลักสิ่งที่เล็กหรือใหญ่กว่าไม้ขีด เขาย่อมทำได้ยากเหล่านี้เป็นเครื่องของใจที่มากด้วยดี-ชั่ว เป็นหลักในการที่ทำให้ความดีชนะความชั่ว หรือความชั่วชนะความดีได้

         อาจจะมีปัญหาว่า  เขาถามเรื่องความชั่ว ความดีซึ่งเป็นนามธรรม ทำไมมาตอบเป็นคนชั่วคนดีเล่า ? ทั้งนี้เป็นเพราะความดีความชั่วจะปรากฏให้รู้ เพราะพวกนี้เป็นเจตสิกธรรม จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีจิตเป็นที่เกิด จิตจึงเป็นเหมือนชนะ ความดีความชั่ว เป็นเหมือนพยัญชนะ ที่อาศัยสระ แสดงอาการออกไปต่าง ๆทั้งทางกาย วาจา ใจ.

 

 

         ความทุกข์เกิดจากอะไร ? มีทางดับทุกข์ได้อย่างไร ? ความสงบดับทุกข์ได้หรือไม่ ?

–          ความทุกข์นั้น เมื่อกล่าวโดยหลักทั่วไปแล้ว เป็นผลที่เกิดมาจากเหตุ คือใจที่ทะยานอยาก ต้องการในอารมณ์ต่าง ๆโดยเฉพาะคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐพพะ อันได้นามว่าตัณหา คือ

กามตัณหา ความทะยานอยากเป็นนี่ จนถึงอยากจะเกิดในภพที่ท่านบอกว่าเป็นสุข เช่นต้องการจะเกิดเป็น เทพบุตร เทพธิดา เป็นต้น

วิภวตัณหา ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เป็นอะไรอยู่ก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น เกลียดชังต่อความเป็นที่ตนเป็นอยู่ เช่นไม่อยากเป็นนักเรียน ไม่อยากเป็นครูเป็นต้น จนถึงไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากให้ขาดสูญไป

         แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ใจที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 คือรูป เวทนา สัญญา  สังขาร ได้แก่ อารมณ์ที่เกิดกับจิต และวิญญาณ คือความรู้ทางตา หู จมูก เป็นต้นว่าเป็นของเขา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา ด้วยอำนาจของตัณหาบ้าง ด้วยมานะ คือ ความถือตัวถือตนบ้าง และทิฏฐิ คือความคิดที่เป็นลักษณะดื้อรั้น ไม่เคารพเหตุผลเป็นต้น แต่เมื่อว่าโดยต้นเค้าแห่งความทุกข์แล้ว ท่านกล่าวว่า คือ อวิชชาได้แก่ความไม่รู้ แต่จะเป็นตัณหา อุปาทาน หรืออวิชชาล้วนแล้วแต่เป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น คือเป็นสมุทัย ที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น

         ส่วนการจะดับความทุกข์นั้น เมื่อว่าโดยตรง คือดับให้หมดสิ้นจริง ๆก็ต้องดำเนินตามมรรคมีองค์ 8 ประการ คือ

  1. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ ได้แก่เห็นอริยสัจ 4 ตามความเป็นจริง
  2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือดำริในการที่จะทำจิตของตนให้ออกจากกาม ในการไม่พยาบาทและไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแม้ด้วยใจ
  3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ  คือเว้นจากพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน และพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล หันมาพูดคำสัตย์คำจริง คำไพเราะอ่อนหวานพูดสมานสามัคคี และคำที่ทีประโยชน์
  4. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ได้แก่ไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์  และประพฤติผิดในทางกาม
  5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ ไม่หลอกลวง ฉ้อโกงเขาเลี้ยงชีวิตเป็นต้น
  6. สัมมาวายะมะ เพียรชอบ คือเพียรในที่ 4 สถานได้แก่ระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในจิตใจ 1 เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว 1 เพียรให้กุศลคือความดีเกิดขึ้นในจิต 1และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วอย่าให้เสื่อมไป 1
  7. สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ระลึกชอบ ได้แก่ระลึกถึงกาย เวทนา จิต และธรรม ทั้งที่เป็นกุศล อกุศลและอัพยากฤต ให้เห็นว่าสักแต่ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นเสีย
  8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งจิตมั่นในทางที่ชอบได้แก่การบำเพ็ญสมาธิจนบรรลุฌาน 4 ที่เป็นรูปฌานซึ่งระงับนิวรณ์ลงได้ด้วยกำลังฌาน

เมื่อปฏิบัติไปตามมรรคมีองค์8ดังกล่าวนี้ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อันท่านเรียกว่าเป็น

มรรคสมังคีความทุกข์ก็จะดับสิ้นไปได้  ตามกำลังแห่งมรรคสมังคีความทุกข์ก็จะดับสิ้นไป ตามกำลังแห่งมรรคที่ตนได้บรรลุ

         แต่ในขั้นชีวิตธรรมดานั้น มรรคมีองค์8 เป็นอุดมคติสูงสุด ซึ่งไม่ง่ายสำหรับคนทั่วไป จะบรรลุได้หรือปฏิบัติให้ครบโดยสมบูรณ์ได้ จึงน่าจะหัดปฏิบัติในขั้นที่รองลงมา เช่น

  1. อย่าหวังอะไรให้มากเกินไป แล้วจะผิดหวังน้อยลง ความทุกข์ก็จะน้อยลงด้วย
  2. ระวังในการดู การได้ยิน เป็นต้น แล้วสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจะต้องสนใจ
  3. ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรให้มากนัก
  4. ระวังใจอย่างให้กำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา ไปทุกเรื่องราว
  5. มองโลกในแง่ดี มีเมตตาต่อคนทั่วไป สิ่งที่ขัดหู ขัดตาก็จะน้อยลงไป
  6. เตรียมกาย ใจ ให้พร้อมที่จะรับทั้งความสมหวังและผิดหวัง เป็นต้น

สำหรับความสงบเงียบนั้น จะให้ดับทุกข์ได้ ก็ต้องเป็นความสงบทั้งกาย คือกายอยู่ในสถานที่ที่ไม่พลุกพล่านวุ่นวาย ใจไม่กระสับกระส่าย และฟุ้งซ่านด้วยเพราะถ้าสงบแต่กายอย่างเดียว อาจจะทุกข์

เพราะกลัวผีบ้างว้าเหว่บ้างติดตามมา แต่ถ้าสงบทั้งกายและใจก็ช่วยให้ความทุกข์เบาบางลงไปได้ และอาจจะดับได้สำหรับความทุกข์บางอย่าง เป็นการชั่วคราว จะให้ดับได้จริง ๆ ต้องสงบจากกิเลส ซึ่งเป็นสาเหตุของความทุกข์ด้วย.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: