August 17, 2009

พระดีแต่เอาของชาวบ้าน ไม่ให้เขา ไม่เหมือนชาวคริสต์ที่ พระเจ้าส่งไปให้เขา และพระไทยไม่มีความรู้ สู้บาดหลวงไม่ได้ ซึ่งสามารถสอนหนังสือได้เป็นอย่างดี ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ได้

Posted in พระพุทธเจ้า, พระสงฆ์ tagged at 10:25 am by whybuddha

PHAT72         ข้อนี้ไม่มีลักษณะเป็นคำถามแต่เป้นคำกล่าวหาในลักษณะที่มองในแง่ร้ายและมอง

ไม่ตลอดสาย

         ประเด็นแรกที่ว่าพระดีเอาของชาวบ้านนั้น อย่างที่เคยกล่าวมาแล้วว่าเป็นการทำงาน

กันคนละหน้าที่ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้ปฏิญาณตนนับถือพระพุทธศาสนายอมรับในเงื่อนไข

เหล่านี้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหน้าที่ให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติต่อกัน คือ

         ชาวบ้านให้แสดง เมตตาทางกาย วาจา ใจ จะทำพูดคิดเกี่ยวกับพระสงฆ์ให้ทำ

พูดคิดด้วยเมตตาเป็นที่ตั้ง บำรุงด้วยปัจจัย ๔ และยินดีต้อนรับเมื่อท่านไปหาที่บ้าน

พระภิกษุสามเณรมีหน้าที่จะต้องทำคือ สอนไม่ให้ทำความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี สงเคราะห์ชาวบ้านด้วยน้ำใจอันงามให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้ว

ให้แจ่มแจ้ง บอกทางสุขทางเจริญให้ งานของพระจึงเป็นงานของผู้นำทางวิญญาณ สติปัญญา ธรรมะ แต่ในข้อที่ว่า “สงเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงามนั้น” จากอดีตถึงปัจจุบัน

เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระไม่ได้เอาแต่ของชาวบ้านเพียงอย่างเดียว แต่พระได้ทำงาน

ในลักษณะที่เป็นการสงเคราะห์สังคมด้วยน้ำใจอันงามในด้านต่างๆ ที่ไม่ขัดกับสมณภาวะ

เป็นอันมาก ขอเพียงใช้เหตุผลพิจารณาก็จะเห็นและทำใจให้ยอมรับได้ไม่ยากนัก

นอกจากใจจะเอียงจนไม่อาจมองเห็นความดีของคนอื่นได้ ก็เป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้

เหมือนกัน

          สำหรับประเด็นที่ว่าไม่เหมือนชาวคริสต์ที่พระเจ้าส่งไปให้เขานั้นไม่เข้าใจว่าพูด

เรื่องอะไรกัน ถ้าจะหมายความว่าบาดหลวงในศาสนาคริสต์ช่วยคนในด้านรูปวัตถุ

พระสงฆ์ก็ทำเหมือนกันในด้านนี้ แต่ที่เราไม่ควรลืมคือ

          ระบบโครงสร้างทางศาสนาไม่เหมือนกันศาสนาคริสต์มีองค์การทำงานที่มีเงินทุน

มหาศาล แม้ในเมืองไทยก็มีที่ดินจำนวนมาก ทรัพย์อันเป็นกองทุนนี้สามารถกระจายออก

ไปเพื่อทำงานในด้านต่างๆ รายได้จากโรงพยาบาล โรงเรียน ที่ดินและผลประโยชน์ด้าน

อื่น มีมากพอที่จะทำงานแบบสงเคราะห์ทางรูปวัตถุได้ซึ่ง หากเราจะดูในจุดใดจุดหนึ่ง

จะเห็นว่าทำได้มาก

          ที่ไม่ควรลืมอีกประการหนึ่งคือเงินในลักษณะนั้น ของพระพุทธศาสนาไม่มี เพราะ

ศาสนาพุทธมีโครงสร้างอีกอย่างหนึ่ง หากพระจะจัดผลประโยชน์แบบนั้นศาสนาพุทธ

ก็ดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะความรู้สึกยอมรับฐานะของชาวพุทธกับชาวคริสต์ต่อศาสนาของ

ตนแตกต่างกัน

          งานที่ศาสนาคริสต์ทำจึงเป็นงานที่ควรอนุโมทนา แต่อย่าลืมว่าในจำนวนประชากร

ประมาณ๔๕ล้านคนนั้นนับถือศาสนาพุทธถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ แต่นับถือศาสนาคริสต์

ประมาณ๓แสนคนเท่านั้นเอง (ปี๒๕๓๔)  เคยคิดกันหรือเปล่าว่า งานที่ชาวพุทธทั้งที่

เป็นพระและฆราวาสทำต่อสังคม ในทางที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อสังคมในรูปแบบต่างๆ

นั้นมีมากมายขนาดไหน เพราะเราทำกันทุกวันและทำกันทั่วประเทศ

          บัณฑิตที่แท้จริงนั้น เมื่อยอมรับความดีของคนอื่นได้ ก็ต้องรับความดีของอีกฝ่ายหนึ่ง

ได้เช่นกัน การยกย่องหรือตำหนิใครโดยขาดข้อมูลที่ถูกต้องนั้น บัณฑิตไม่ควรทำเพราะ

จะเป็นการสร้างความผิดซ้ำซ้อนขึ้นมาในวิถีชีวิตของตนโดยไม่จำเป็น

         ประเด็นที่ว่าพระไทยไม่มีความรู้สู้บาดหลวงไม่ได้ซึ่งสามารถสอนหนังสือได้เป็น

อย่างดีนั้น เป็นลักษณะของคำกล่าวหาเช่นเดียวกับข้อก่อนๆ โดยไม่มองข้ามข้อเท็จจริง

ที่มีอยู่เป็นอยู่ ว่าที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร แน่นอนพระไทยนั้นมีความรู้ในเรื่องที่

บาดหลวงควรรู้สู้บาดหลวงไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าบาดหลวงก็รู้สู้พระสงฆ์ในเรื่องที่พระสงฆ์

ควรรู้ไม่ได้ การกล่าวเปรียบเทียบในลักษณะนี้เหมือนเอาความรู้ของทหารกับตำรวจมา

เปรียบเทียบกัน คนเขาเรียนมาคนละอย่างจะไปเปรียบเทียบกันได้อย่างไร

          ประเด็นของการสอนนั้น คงลืมไปว่างานให้การศึกษาแก่กุลบุตร กุลธิดานั้นทางโลก

เพิ่งนำมาจัดเองประมาณ๗๐ปีมานี้เอง เมื่อก่อนนั้นงานสอนทั้งหมดอยู่ในมือพระสงฆ์

ทั้งนั้น พระสงฆ์ในปัจจุบันนั้นสำหรับท่านที่บวชมานานพอสมควรท่านก็สามารถสั่งสอน

ได้ในขอบข่ายของลักษณะวิชาอันท่านได้ศึกษามา

        ทำไมจึงพูดว่าบวชมานานพอสมควรเล่า ?

          เพราะเมื่อรักจะพูดเรื่องพระ เราต้องยอมรับความจริงในสังคมพระก่อน ว่าพระสงฆ์

ในประเทศไทยมีโครงสร้างทางสังคมเป็นอย่างไร ไม่ใช่มาหลงเพ้อฝันด้วยตัวเลขที่สร้าง

ขึ้นหลอกและปลุกปลอบตนเองว่าพระสงฆ์ในเมืองไทยมีจำนวน๓๐๐,๐๐๐รูป ซึ่งเป็นสถิติ

ของพระในพรรษา ออกพรรษาแล้วจะเหลือถึง๒๓๐,๐๐๐รูปหรือเปล่าในจำนวนพระ

เหล่านั้น เราต้องยอมรับว่าในเมืองไทย เราใช้ระบบนำคนไม่รู้ศาสนาเข้ามาบวช

เพื่อศึกษาหลักธรรมในศาสนาซึ่งเป็นการบวชแบบระบบหมุนเวียนส่วนมากแล้ว

จะหมุนวนอยู่ระหว่าง ๗ วัน ถึง ๓ เดือน มากที่สุด

          ซึ่งเราจะหวังให้พระเหล่านี้ไปทำงานศาสนาคงเป็นไปไม่ได้ เพราะยังอยู่ในวัยที่ต้อง

ศึกษา พระประเภทนี้เรามีหมุนเวียนกันอยู่ไม่น้อยกว่า๖๕เปอร์เซ็นต์

          เมื่อเราตัดพระที่เป็นหลวงตาแก่ๆและท่านผู้เฒ่าซึ่งไม่สะดวกในการสอนหนังสือ

แต่ท่านอาจสอนด้วยการแนะนำสนทนากัน ตลอดถึงการเทศน์เป็นต้นออกไปแล้ว

เรามีพระไม่น้อยกว่า๓๐เปอร์เซ็นต์ของจำนวนพระภิกษุสามเณรทั้งหมด ที่อาจทำงานใน

ด้านการสอนหนังสือตามโรงเรียนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมพระจึงไม่สอนหนังสือใน

โรงเรียนเล่า ?

          อันที่จริง พระเรานั้นอยู่ในฐานะที่พร้อมทั้งด้านความรู้ บุคคล ความตั้งใจ

ความเสียสละ แต่เพราะค่านิยมในสังคม ที่คนบางพวกคิดว่าพระไม่รู้เรื่องศาสนา แม้แต่

งานที่พระน่าจะทำ ก็จัดให้ครูที่ไม่เคยเรียนเรื่องนี้มาโดยตรง ทำหน้าที่นี้เสียเองจนบาง

ครั้ง การกำหนดหลักสูตรทางศีลธรรมของกระทรวงศึกษาธิการออกมาเชยๆ ในสายตา

นักธรรมะอยู่เสมอไป แม้ในปัจจุบันก็มีอยู่หลายเรื่องสังคมปฏิเสธพระว่าพระไม่ควรจะ

สอนหนังสือเด็ก เพราะกลัวจะคลุกคลีกับศิษย์ โดยเฉพาะที่เป็นหญิง กระทรวงศึกษาธิการ

เองเคยดำริอยู่เสมอ ในการที่จะให้พระเข้ามีบทบาทในการสอน แต่ถูกคัดค้านจากด้าน

ต่างๆและความฝังใจในอดีตของตนเลยต้องระงับไปทุกคราว

          เมื่อปิดประตูไม่ให้พระแสดงความรู้ความสามารถในด้านการสอนเสียเช่นนี้แล้วก็

มาตำนหนิว่าพระสอนไม่ได้เพราะไม่รู้ ใครไม่รู้กันแน่ ?

          แม้ว่าจะถูกปิดประตูแบบนี้ก็ตามปัจจุบันนี้พระภิกษุสงฆ์ได้สร้างงานขึ้นด้วยการเปิด

โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หน่วยพระธรรมวิทยาการโรงเรียนบาลีสามัญมี

นักเรียนในความรับผิดชอบเป็นอันมาก แต่งานพระไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์จึงไม่ค่อย

ทราบกันกว้างขวาง ทำให้คนใจบอดคอยค่อนขอดอยู่เสมอว่าพระไม่ทำงานอะไรไม่มี

ความรู้จนถึงขี้เกียจก็ขอให้เป็นสุขๆเถิดอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

          แม้ว่าพระจะไม่ได้สอนในโรงเรียนอย่างเมื่อก่อน แต่โรงเรียนที่เรียนกันอยู่ในปัจจุบัน

นั้นไม่ว่าจะอยู่ในวัดหรือนอกวัดก็ตาม ใครจะปฏิเสธเล่าว่าพระไม่ได้มีส่วนอย่างสำคัญ

ในการสร้างขึ้นและสนับสนุนในด้านต่างๆ โรงพยาบาลก็ทำนองเดียวกันโรงพยาบาล

ของรัฐเกือบทุกแห่ง พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเข้าไปมีบทบาทร่วมในการสร้าง การบำรุงมากบ้างน้อยบ้างทั่วประเทศไทย

          อย่าลืมว่างานการสั่งสอนการรักษาพยาบาลโรคกายใจ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

นั้นยังเป็นงานหลักของพระอยู่แม้ในปัจจุบัน งานของพระก็คืองานของพระ งานของทหาร

ก็คืองานของทหาร จะให้เหมือนกันย่อมไม่ได้ แม้งานของบาดหลวงที่ยกมาก็มีลักษณะ

เช่นเดียวกัน ขอให้ทุกคนยืนอยู่ในจุดอันเป็นความรับผิดชอบของตนเองให้ดีเถิดและ

ทุกอย่างในพระศาสนา ประเทศชาติ สังคมก็จะดีขึ้นเอง ที่เกิดยุ่งๆกันอยู่เพราะคน

ไม่ค่อยสนใจทำงานของตน แต่พยายามเกณฑ์ให้คนอื่นทำอย่างนั้นอย่างนี้นั่นเอง

        “หากคนมองตนให้มาก มองคนอื่นเพื่อเตือนตนพิจารณาตรวจสอบตนกันให้มาก”

อะไรๆก็จะดีขึ้นไม่น้อยทีเดียว.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: