August 17, 2009

พระบวชแล้วก็สึก ทั้งมีการสะสมสมบัติและไม่ทำมาหากิน อะไร เกาะกินแต่ชาวบ้านจริงไหม?

Posted in ข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับคำสอน, คำถามในศาสนาพุทธ tagged at 10:23 am by whybuddha

PHAT49        เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงนั้น ทุกคนมีสิทธิจะคิดจะพูดกันได้ แต่หลักความจริงก็คือ

ความจริงที่วิญญูชนพิจารณาแล้วอาจเกิดความเข้าใจได้ไม่ยากนัก

        ในกรณีของการบวชแล้วสึกนั้นเป็นการแสดงให้เห็นจุดเด่นในพระพุทธศาสนาหลาย

ประการ เช่น

        ๑.พระพุทธศาสนาเป็นเสรีนิยม คือคนเราเมื่อมีศรัทธาจะบวชก็บวชได้หากไม่

เป็นคน ต้องห้ามตามพระวินัย เมื่อศรัทธาหย่อนลงไปหรือด้วยเหตุผลอย่างไรก็ตาม

ปรารถนาจะสึกออกไปก็ชอบที่จะทำได้ไม่มีการบังคับ วันหลังเกิดศรัทธาจะบวชอีกก็ทำ

ได้อีกไม่มีการห้ามแต่ประการใด

        ๒.เป็นเรื่องโครงสร้างทางสังคมไทย คือคนไทยนิยมว่าลูกผู้ชายทุกคนควรออก

บวชจะมากหรือน้อยก็ตาม ยิ่งสมัยโบราณถือกันเคร่งครัดมาก แม้จะแต่งงาน รับราชการ ต้องผ่านการบวชมาเสียก่อน ค่านิยมแบบนี้มีเฉพาะประเทศไทย ลาว เขมร เท่านั้น

        ๓.การบวชและสึกเป็นเรื่องของระบบขับถ่าย อันแสดงถึงความมีชีวิตของ

สิ่งนั้นๆ เมื่อธรรมเนียมไทยมีเช่นนี้ ผู้บวชแล้วจะต้องสึกให้มากไว้ หากสึกแต่น้อยแล้ว

จะเกิดปัญหาเรื่องที่อยู่ เพราะในแต่ละพรรษามีคนบวชเข้ามาจนเกือบจะไม่มีที่อยู่แล้ว

หากท่านเหล่านั้นไม่ยอมสึกสัก ๓ ปีเท่านั้นจะเกิดปัญหาทันทีเพราะคนรุ่นใหม่จะไม่มี

โอกาสได้บวช ดีไม่ดีอาจถึงกับมีการเดินขบวนเพื่อให้พระสึกกันเพื่อให้คนอื่นมีสิทธิบวช

กันบ้างก็เป็นได้

        ๔.การบวชแล้วสึกออกไปย่อมดีกว่าอยู่ไปในสมณเพศทั้งที่ไม่มีศรัทธา        เพราะอาจจะไปทำอะไรเสียหายขึ้นมาก็ได้ เมื่อบวชทำตัวเป็นพระที่ดี สึกไปเป็นชาวบ้าน

ที่ดี ไม่เป็นเรื่องเสียหายอันใดที่ควรแก่การตำหนิของบัณฑิตทั้งหลาย

          ประเด็นที่ว่าพระมีการสะสมสมบัตินั้นเราต้องมองกันด้วยเหตุผลและความเข้าใจ

กว้างพอสมควร หมายความว่า ตัวอย่างบุคคลในเรื่องนี้มีมากพอที่เราจะกล่าวว่าพระ

สะสมสมบัติไม่ใช่เห็นคนไทยทำผิดสักคนแล้วจะพูดเหมาเอาว่าคนไทยเป็นคนเลว

อย่างนี้ก็ไม่ถูกนัก พระสะสมสมบัตินั้นอาจมีสองกรณีด้วยกันคือ

        ๑.สมบัติที่คนเข้าใจว่าพระสะสมนั้นเป็นสมบัติของวัด ซึ่งท่านมีหน้าที่รักษารับผิด

ชอบจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี

        ๒.สิ่งที่ท่านสะสมนั้นเป็นสมบัติส่วนตัวที่ได้รับจากการบริจาคของทายกทายิกาจะ

ศรัทธามากนั้น ส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนในความรับผิดชอบที่ต้องสงเคราะห์ด้วย

อามิส คือปัจจัย ๔ นั้นมีมากเช่นเดียวกัน หากท่านไม่มีการเก็บไว้บ้างเพื่อการนี้เวลา

มีบุคคลจำต้องสงเคราะห์มาหาจะให้ทำอย่างไร?

          อย่างไรก็ตามการสะสมในระดับนี้ แม้จะมีก็น้อยมาก เพราะว่าพระภิกษุในพระพุทธ

ศาสนานั้นมักจะมีเรื่องทาน จาคะ สงเคราะห์เป็นหลักปฏิบัติและขอบข่ายการสงเคราะห์

ของท่านนั้น มีขอบข่ายกว้างไกลอย่างไม่น่าเชื่อว่า พระผู้ใหญ่จำนวนมากจะต้องรับผิด

ชอบในเรื่องเหล่านี้ถึงอย่างนั้น

        การสะสมแบบนี้อาจแบ่งออกเป็นสองพวก คือ

          การสะสมเพื่อรวบรวมไว้จะได้เสียสละช่วยเหลือคนอื่นหรือบำเพ็ญกุศลตามความ

จำเป็นการสะสมแบบนี้ ไม่ควรตำหนิ แต่ควรแก่การยกย่อง

          การสะสมด้วยการตระหนี่ หากว่ามีจริงๆก็ควรแก่การตำหนิอย่างมาก แต่เรื่องนี้เป็น

เรื่องที่บุคคลผู้จะตัดสินวินิจฉัยว่า ท่านสะสมประเภทใดจำเป็นต้องมองให้ตลอดสาย

ไม่ไช่ไปสร้าง “กรมประมวลข่าวลือ” ขึ้นมาทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของพระเถระทั้ง

หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาท่านมรณภาพลงข่าวอกุศลจะเกิดขึ้นเสมอ ในกรณีที่ท่าน

รูปนั้นมีชื่อเสียงตำแหน่งสูง พอสืบต้นตอเข้า อ้างเขากันจนลงเหว ก็ไม่ทราบว่าเขาไหน

เป็นพฤติกรรมที่น่าอนาถใจนัก

          หากว่าพระสะสมประเภทที่สองจะมีอยู่บ้าง แต่มิได้หมายความว่าพระทั่วไปเป็นพวก

ที่ชอบสะสม เพราะปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่ท่านสะสมหรือไม่ แต่กลับอยู่ที่ว่าท่านจะเอาอะไร

มาสะสมต่างหาก

          ในกรณีของการเกาะกินชาวบ้านนั้นเป็นการพูดแบบไม่มีความรับผิดชอบ ส่วนมาก

คนพูดแบบนี้เกิดมาชาติหนึ่งจะเคยตักบาตรหรือเปล่าก็ไม่รู ้แต่พูดไปด้วยความริษยา

ต่อพระ เพราะคนพูดแบบนี้เข้าสูตรที่กล่าวกันว่า

 

“คนทำบุญตักบาตรไม่พูด คนพูดคือคนที่ไม่ทำบุญตักบาตร”

หากว่าการที่พระไม่ทำงานในเชิงผลิตอย่างชาวนา ชาวสวน เป็นต้น คนในโลกนี้มีคน

เป็นจำนวนมากที่อาศัยชาวบ้าน เพราะเหตุเพียงไม่ทำงานในลักษณะเป็นผลิตกรรม

เช่นตำรวจ ทหาร ครู ข้าราชการเกือบจะทุกกรมกอง นอกจากรัฐวิสาหกิจบางแห่ง

เท่านั้น แต่โดยหลักความเป็นจริงแล้ว คนในสังคมนั้นจะต้องทำงานในหน้าที่แตกต่างกัน

ไม่มีใครที่อาศัยเกาะกินคนอื่น โดยส่วนเดียวนอกจากพวกที่ไม่ยอมทำงานอะไรเลย

งานของพระเป็นธรรมของสังคมที่สังคมยอมรับว่าเป็นหน้าที่ของท่าน คือ

        ทำหน้าที่ศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา

        ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธสาสนาที่ตนได้ศึกษามา

        แนะนำสั่งสอนชาวบ้านให้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้นด้วย

        งานของพระที่เกี่ยวข้องกับสังคมนั้น เราจะพบว่าเป็นทั้งนักศึกษา นักบวช  แพทย์ ผู้พิพากษา ครู มิตรของสังคม

        คำกล่าวในลักษณะขาดความรับผิดชอบโดยไม่มองถึงความเป็นจริงที่เป็นกติกา

เงื่อนไขทางสังคมนั้นเกิดขึ้นเสมอเช่น

          ข้าราชการกินเงินเดือนเป็นภาษีของประชาชน ด้วยสำนึกเช่นนี้ หากราชการสำนึกเอง

ก็เป็นการดี แต่คนอื่นมากล่าวคำนี้ออกจะขาดความรับผิดชอบมากไป เพราะความจริง

แล้ว ข้าราชการไม่ได้นอนๆแล้วมารับเงินเดือน แต่เขาทำงานที่มีความรับผิดชอบต่อ

ราชการ ชาติบ้านเมือง เกินกว่าเงินเดือนที่เขาได้รับเสียอีกสำหรับบางคน

          ข้าราชการเหล่านั้นเขาก็เสียภาษีเหมือนกัน การพูดว่าพระเป็นกาฝากสังคมก็ดี เป็นผู้เกาะกินชาวบ้านก็ดีเป็นคำพูดของคนที่ไม่มีความเข้าใจเหตุผลดังกล่าวหรือกล่าว

ไปด้วยความริษยาหรืออาจจะเห็นว่าด่าพระสบายดีก็ตาม หากทบทวนดูอคติ ๔ ประการ

แล้วจะพบว่าอคติมีอยู่ภายในจิตของตนเกือบครบ ๔ ข้อทีเดียว.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: