August 17, 2009

พระพุทธศาสนาห้ามฆ่าสัตว์ทำไมจึงอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์?

Posted in ศีล, หลักปฏิบัติต่างๆ tagged , at 9:20 am by whybuddha

นั่นน่ะซีน่าคิดเหมือนกันนะข้อที่น่าคิดนี้แหละจึงควรคิดไปตามลำดับคืออย่างไร?

คือ “การตัดสินว่าบาปหรือบุญในพุทธศาสนานั้นท่านกำหนดด้วยเจตนาเป็นสำคัญ”

“เจตนากินกับเจตนาฆ่าคนละเจตนากัน”

เรื่องนี้เห็นจะต้องพูดกันมากหน่อย จึงขอยึดหลักไว้ก่อนเรื่องปรากฏในพาโลวาทชาดก ทุกนิบาต ความย่อว่าพระโพธิสัตว์บวชเป็นดาบส คฤหบดีคนหนึ่งต้องการจะแกล้งท่าน

จึงนิมนต์มาฉันที่บ้านด้วยอาหารที่เป็นปลาและเนื้อเมื่อดาบสฉันเสร็จแล้วคฤหบดีกล่าวว่า

หนตวา ฆตวา วธิตวา จ  เทติ ทาน อสญญโต

อีทิส  ภตต ภุญชมาโน    ส ปาปมุปลิมปติ

บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหาร ทรมาน ฆ่าสัตว์ให้ตายแล้วย่อมให้ทาน ผู้บริโภคภัตรเช่นนี้ต้องติดบาปพระดาบสโพธิสัตว์ตอบว่า

ปุตตทารมปิ เจ หนตวา  เทติ ทาน อสญญโต

ภุญชมาโนปิ  สปุปญโณ  น ปาปมุปลิมปติ

บุคคลผู้ไม่สำรวมแม้จักฆ่าบุตรและภรรยาให้ทานผู้มีปัญญา

แม้บริโภคย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยบาป

        ทำไมจึงพูดว่า เจตนากิน กับเจตนาฆ่าเป็นคนละเจตนากันเล่า? เพราะความจริงเป็น

เช่นนั้นคนกินนั้นไม่มีเจตนาเกี่ยวข้องกับการฆ่าแต่ประการใด ถ้าคนกินเนื้อสัตว์เพียง

อย่างเดียวเป็นบาป ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็ดีพระอรหันต์ก็ดี ทรงเสวยและฉันอาหาร

ที่ทายกบริจาคถวายก็ต้องเป็นบาปด้วย เมื่อเป็นบาปด้วยก็เป็นการปฏิเสธว่าพระพุทธ

เจ้ายังไม่ละบุญและบาปได้แล้วตามที่ท่านกล่าวว่า “ปุญญปาปปหีโน คือมีบุญและบาป

อันละได้แล้ว”

        พระพุทธเจ้าทรงเสวยเนื้อหรือไม่?

        ตามพระวินัยปิฏกบอกไว้ชัดเจนว่าทรงเสวยเนื้อเช่นเดียวกัน เพราะทรงดำรงชีวิต

ด้วยอาหารที่ทายกเขาถวายตามที่เขามีอยู่ บริโภคกันอยู่และโภชนะอันประณีตก็ทรง

แสดงว่าได้แก่ “เนยใส่ เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม”

เพราะเจตนากินไม่เป็นบาป การบริโภคเนื้อสัตว์จึงไม่ถูกห้ามไว้สำหรับคนทั่วไป

        ทำไมจึงพูดว่าสำหรับคนทั่วไป?

        เพราะว่าในการบริโภคเนื้อสัตว์ของภิกษุสามเณรนั้น ทรงกำหนดไว้อีกอย่างหนึ่ง

ซึ่งมีลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับการฆ่าสัตว์นั้นๆมาบริโภค โดย

กำหนดเป็นขั้นตอนไปดังนี้

        -การบริโภคอาหารทุกชนิดต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน

        -เนื้อบางชนิด เช่น เนื้อคน เนื้อม้า เนื้อช้าง เนื้องู เนื้อเสือ เป็นต้นห้ามฉัน

        -ห้ามมิให้ฉันเนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ตนเห็นได้ยินหรือสงสัยว่าเขาฆ่าเนื้อนั้นเจาะจง

ถวายให้ตนฉัน

        -กรณีที่ต้องฉันอาหารที่เป็นเนื้อไม่ให้ฉันด้วยตัณหา คืออยากกินแต่ให้กำหนดว่าตน

จำเป็นต้องฉันเนื้อเหล่านั้น เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ได้เหมือนพ่อ

ที่จำเป็นต้องกินเนื้อบุตรที่ตายในทะเลทราย เพื่อให้ชีวิตของตนรอดไปจากทะเลทราย

        สำหรับผู้ฆ่าสัตว์นั้นเจตนาประกอบด้วยกิเลสไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งคือ

        ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อกินหรือเพื่อขายเจตนานั้นประกอบด้วยความโลภ

        หากฆ่าเพื่อต้องการให้ตายเห็นได้ชัดว่าฆ่าด้วยความโกรธ

        หากเป็นการเบียดเบียนสัตว์ บี้มด เรือด ตบยุงเล่น เป็นต้นเจตนาประกอบด้วยโมหะ

        ส่วนเจตนากินล้วนๆนั้นไม่ประกอบด้วยกิเลสเหล่านั้น แต่หากเป็นความอยากกิน

ก็ต้องเป็นโลภเจตนาหรือเป็นการบริโภคด้วยตัณหา

        ข้อนี้สำหรับชาวบ้าน สามเณร ไม่ถือว่าเป็นความผิดสำหรับพระภิกษุแล้วไม่ผิด

ปาติโมกข์ศีล คือศีลที่มาในพระปาติโมกข์โดยตรงแต่เป็นการผิดในระดับของปาริสุทธิศีล

๔ อยู่ ๒ข้อ คือ

        -อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์๖คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย

ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องเย็นร้อน อ่อนแข็งและรูปธรรมารมณ์

ด้วยใจ

        -ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียก่อนแล้วจึงบริโภคปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: