August 17, 2009

พึ่งพระพุทธเจ้าสู้พึ่งพระเจ้าไม่ได้เพราะพระพุทธเจ้าดับไปแล้ว แต่พระเจ้ายังอยู่ให้พึ่งและการพึ่งเทวดาย่อมดีกว่าพึ่งมนุษย์ข้อนี้ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?

Posted in ข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับคำสอน, คำถามในศาสนาพุทธ tagged , at 8:44 am by whybuddha

  เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความซาบซึ้งของการยอมรับถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนยึดถือพอใจ

เหมือนกับเพลงที่ร้องกัน ความว่า

“ขี่รถเก๋งแสนสบาย อีกคนคนบอกว่าแพ้ควายแท้เทียว เพราะไม่หวาดเสียวเหมือนขี่รถ”

        เรื่องการพึ่งพระเจ้ากับพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ใครเห็นคุณค่าของใครมากกว่าก็

ย่อมกล่าวว่าฝ่ายนั้นดีกว่า นอกจากคนมีความรู้สึกว่า

 

“ขี่ควายขี่เก๋งก็เหมือนกัน เพราะพระจันทร์ดวงเดียวกัน”

        ใครจะถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือจะถือพระเจ้าเป็นที่พึ่งก็ตาม ย่อมได้ชื่อว่า

เป็นคนมีศาสนาเป็นหลักใจในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดการยอมรับในประเด็น

นี้ได้แล้วการอ้างพึ่งใครดีกว่าใครก็ไม่จำเป็น เพราะต่างคนต่างยึดมั่นในแนวทางของตน

ทำให้ตนเป็นศาสนิกที่ดีในศาสนานั้นๆ ก็จะได้รับผลตามควรแก่การปฏิบัติตามหลักใน

ศาสนานั้นๆ

        แต่ถ้าเราจะพูดกันตามหลักความเป็นจริงแล้วทั้งพระพุทธเจ้าและพระเจ้าได้แสดง

ฐานะของตนเองออกมาอย่างเปิดเผยที่สุด คือ

“จงช่วยตนเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยเจ้า”

นี่คือหลักในศาสนาที่นับถือพระเจ้า

“ความเพียรพยายาม อันเธอทั้งหลายพึงทำเอง ตถาคต เป็นเพียงผู้บอกให้เท่านั้น”

นี่คือหลักในศาสนาพุทธ

        จากข้อความเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าก็ดีพระพุทธเจ้าก็ดีทำหน้าที่ชี้แจง

แสดงทางถูกทางผิดให้คนได้พิจารณาเอาเท่านั้น หาได้มีอำนาจในการดลบันดาลให้

ใครๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนต้องการได้ไม่ ด้วยอำนาจพระมหากรุณาที่พระพุทธ

เจ้าและพระเจ้ามีอยู่นั้นหากท่านมีอำนาจในการดลบันดาลแล้วท่านคงบันดาลให้คนพ้น

ทุกข์กันหมดแล้ว โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าเองหากดลบันดาลได้ก็ไม่ต้องลำบากพระวรกาย

เที่ยวสั่งสอนคนอยู่ถึง ๔๕ปี หรอกดลบันดาลกันประเดี๋ยวเดียวก็เป็นสุขกันหมดโลกแล้ว

แต่งานของพระพุทธเจ้าเป็นงานที่ทรงทำเพียง

       ชี้ทางบรรเทาทุกข์    และชี้สุขเกษมศานต์

    ชี้ทางพระนฤพาน      อันพ้นโศกวิโยคภัย

        ใครจะถือใครเป็นที่พึ่งก็ตามควรจะทราบเงื่อนไขในการพึ่งว่าท่านที่เรายึดเป็นที่พึ่ง

นั้นจะสามารถช่วยเราได้ในขอบข่ายแค่ไหนเพียงไร ไม่ใช่ว่าพอถือใครเป็นที่พึ่งแล้วตนเอง

ไม่ต้องการทำอะไรเลยทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านผู้เป็นที่พึ่งของเราทั้งหมด ไม่มีที่พึ่งเช่นนั้น

ในโลกนี้ไม่ว่าในศาสนาใดก็ตาม

        คนที่พึ่งคนอื่นและทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับคนที่ตนพึ่งทั้งหมดนั้นหากจะมีก็มีเพียง

คนปัญญาอ่อน คนพิการทางร่างกายทางสมองเท่านั้นที่ช่วยตนเองไม่ได้ ส่วนคนปกติ

ธรรมดาแล้วอย่าไปคิดหวังที่พึ่งเช่นนั้นเลย เพราะจะเสียเวลาและตายเปล่าโดยไม่ได้

ประโยชน์อะไรขึ้นมา

        เมื่อพระเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งได้โดยฐานะดังกล่าว ปัญหาเรื่องที่พึ่งจึงมีความ

เกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับคนที่ถือพระเจ้าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งว่า

        “ศาสนิกในศาสนาเหล่านั้นจะสามารถเอาคำสอนในศาสนาของตนมาลงมือปฏิบัติจน

สามารถพัฒนาจิตใจ ความระพฤติ และขจัดทุกข์ ได้รับความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติ

ตามคำสอนเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหนเพียงไร”

        การถือพระพุทธเจ้าได้อย่างสมบูรณ์นั้นทำให้คนได้บรรลุมรรค ผลนิพพานอันเป็น

การดับกิเลสและความทุกข์ได้ทั้งหมด

        การถือพระเจ้าเป็นที่พึ่งคือการเข้าร่วมกับพระเจ้าตลอดนิรันดร ใครเห็นว่าอะไรดีกว่า

ก็เลือกเอาโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องไปตำหนิคนอื่นหรือยกตนข่มท่าน

        เมื่อทำได้เช่นนี้เอกภาพระหว่างคนนับถือศาสนาต่างๆก็จะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นจะ

ต้องนับถือศาสนาเดียวกันหรือมีพระเจ้าองค์เดียวกัน

        ส่วนที่ว่า “พึ่งเทวดาย่อมดีกว่าพึ่งมนุษย์” นั้นข้อนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจที่บุคคล

นั้นๆเลือกเอาเองเช่นเดียวกัน แต่ที่ไม่ควรลืมคือเทวดากับมนุษย์นั้นมี กิเลส โลภ โกรธ หลงเหมือนกัน แต่มีชาติกำเนิดแตกต่างกันเหมือนคนไทยกับคนต่างชาติ ฉะนั้นการถือว่า

พึ่งเทวดาดีกว่าพึ่งมนุษย์นั้นได้แสดงออกมาให้เห็นตามสมควรว่าคนไม่น้อยมีความฝังใจ

ในเรื่องนี้มากพอสมควร เช่น

       – การเที่ยวอ้อนวอนบวงสรวงเทวดา เพื่อให้ดลบันดาลให้ตนได้อย่างนั้นอย่างนี้

ขอหวย ขอเบอร์กันจนขาดการตั้งใจทำมาหากิน บางรายร้ายแรงจนต้องขายทรัพย์สิน

เพราะไปหวังพึ่งเทวดากัน เทวดาพึ่งได้จริงหรือไม่ก็น่าจะรู้ ๆกัน อยู่แล้ว

   – เกิดการดูหมิ่นตนเอง ไม่เชื่อความสามารถวิชาความรู้ของตนทำอะไรไม่ค่อยใช้สติ

ปัญญา แต่ต้องการพึ่งอำนาจภายนอกมีเทวดาเป็นต้น ความยากจนความตกต่ำในด้าน

ฐานะวิชาความรู้ก็ตามมา คนชาติใดก็ตามที่ไม่หวังพึ่งอำนาจภายนอกมากเกินไปแต่

อาศัยเหตุผลสติปัญญาเป็นหลักในการดำรงชีวิต ความเจริญในด้านต่างๆก็จะเกิดขึ้นได้

จนป่านนี้แล้วคนในบ้านเมืองของเราบางพวกยังหลงมอบความเป็นอยู่ของตนให้ขึ้นอยู่

กับการดลบันดาลของอำนาจภายนอกแล้วจะโทษใครกันเล่า?

    -เทวดานั้นแม้แต่ศาลจะอยู่ก็ต้องให้คนสร้าง ให้หากอำนาจในการช่วยเหลือ

มีจริงเทวดา ก็คงไม่เก่งเกินพระเจ้าคือ จะช่วยได้เฉพาะแก่คนที่ช่วยตัวเองก่อนแล้ว

เท่านั้น

        มีเรื่องเทพารักษ์กล่าวกับคนขับเกวียนผู้อ้อนวอนให้เทวดาช่วย เมื่อล้อเกวียน

ตกหลุมลึก วัวลากไปไม่ไหวที่ว่า

        “เจ้าจงเอาบ่าแบกลูกล้อ แล้วเฆี่ยนวัวให้เดินลูกล้อก็จะเคลื่อนที่พ้นจากหลุม

ได้การที่ร้องโวยวายไปเสียก่อนโดยยังไม่ได้ทดลองกำลังของตนใครเล่าจะช่วยเจ้าได้”

        คำกล่าวนี้ย่อมเป็นตัวอย่างอันดีของคนหวังพึ่งอำนาจภายนอกเพียงอย่างเดียวโดย

ตน ไม่ต้องลงทุนใช้ความเพียรพยายามแต่ประการใด คนเรานั้นหากอยู่ในสภาพดังกล่าว

แล้วไม่ว่าจะถือพระพุทธเจ้า พระเจ้า เทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นก็ไปไม่รอดเสมอกัน

ทั้งนั้นแหละ

๘.พระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชเป็นการทอดทิ้งครอบครัวให้ได้รับ

ความลำบากจะไม่ทำให้ชื่อว่าโหดร้ายนักหรือ?

        อย่างนี้เขาเรียกว่าคิดเอาเองเพราะความเห็นแก่ตัวและไม่เข้าใจเหตุผลของคนที่ทำ

งานเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าครอบครัวของพระพุทธเจ้ายากจน

นักหรือ พอขาดคนไปคนหนึ่งก็ลำบากกันแล้วอย่าลืมนะครอบครัวพระพุทธเจ้าเป็น

กษัตริย์อยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ มีข้าราชบริพารแวดล้อมคอยถวายความสะดวกทุกอย่าง

อย่างนี้หรือเรียกว่าลำบาก?      “ถ้าอย่างนั้นใครเล่าที่ไม่ลำบาก?”

        เอาเถอะสมมติว่าลำบากก็แล้วกันลำบากมากเสียด้วยแต่เราก็ต้องมองความจริง

ที่มีอยู่ใกล้ตัวของเราเช่น

         ทหารไปราชการสงครามทอดทิ้งลูกเมียให้อยู่ข้างหลังบางคนไปแล้วไม่ได้กลับมา

ทหารเหล่านั้นโหดร้ายมากไหม?

        นายแพทย์และผู้ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ทั้งหลายต้องไปช่วยเหลือคนอื่น

จนไม่ค่อยได้มีโอกาส ให้ความอบอุ่นแก่ครอบครัวคนเหล่านั้นโหดร้ายหรือ?

        คนที่ไปทำมาหากินในต่างถิ่นเพื่อนำเงินทองมาเลี้ยงครอบครัวปล่อยลูกเมีย

ให้คอยแล้วคอยอีกคนเหล่านั้นได้ชื่อว่าโหดร้ายหรือเปล่า?

       ไม่มีคนที่มีสติสัมปชัญญะคนใดหรอกที่จะตำนิติเตียนคนเหล่านั้นว่าเป็นคนโหดร้าย

มีแต่ยกย่องเป็นนักบุญเป็นนักวีรชนเป็นผู้รักลูกรักเมียกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็ทำนอง

เดียวกัน พระองค์เสด็จออกไปจากวังเพื่อแสวงหาพระธรรมอันวิเศษซึ่งเป็นอริยทรัพย์

เพื่อแจกจ่ายแก่ชาวโลกทั้งหลายผู้ปรารถนาความสุขความเจริญ เป็นการพรากจาก

พระญาติวงศ์เพียง ๖ ปี แต่กลับมาด้วยสมบัติอันเป็นอมตะช่วยให้พระญาติใกล้ชิด

ที่เรียกว่า ครอบครัว พระญาติอื่นๆและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ได้รับผลแห่งพระธรรมเป็น

การอำนวยประโยชน์อันไพศาลตราบเท่าปัจจุบันอย่างนี้หรือเรียกว่าโหดร้าย?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: