August 17, 2009

วิญญาณมีจริงหรือไม่ บางคนเข้าใจว่า ไม่มีลองค้นคว้าทาง วัตถุแล้วก็ไม่พบด้วยประสาททั้ง ๕ จึงว่าเป็นเรื่องไร้สาระ พระพุทธศาสนาแสดงเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไร ?

Posted in คำถามในศาสนาพุทธ, ผี และ จิตวิญญาณ tagged , at 10:07 am by whybuddha

 DORJESEMPA                                                                  

         ก่อนปฏิเสธหรือยืนยันเรื่องอะไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบว่า”สิ่งที่เรากำลังพูด

ถึงนั้น คืออะไร?”

        เรื่องของวิญญาณก็ทำนองเดียวกัน เนื่องจากคำนี้เป็นคำทางศาสนาก็ควรทราบว่าทาง

พระพุทธศาสนาแสดงเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไรให้ได้เสียก่อน แล้วจึงจะพูดในประเด็นที่ว่ามี

หรือไม่ วิญญาณแปลว่าความรู้อารมณ์พิเศษทั้งหลาย ท่านแสดงว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น

จากเหตุปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน เมื่อแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆมีอยู่ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ

          ก.วิญญาณขันธ์ แปลว่ากองแห่งวิญญาณแบ่งออกเป็น ๖ ประเภท เรียกชื่อตาม

ที่เกิดแห่งวิญญาณนั้นๆว่าจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ

          จักขุวิญญาณ แปลว่าความรู้ที่เกิดขึ้นทางตาองค์ประกอบที่ทำให้เกิดวิญญาณนี้คือ

ตา รูป แสงสว่าง ความสนใจ องค์ประกอบเหล่านี้ขาดไปเพียงอย่างเดียววิญญาณทางตา

จะไม่สมบูรณ์ แม้วิญญาณข้ออื่นๆก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน เปลี่ยนแต่องค์ประกอบบาง

อย่าง ส่วนข้อสุดท้ายเหมือนกันคือต้องมีความสนใจที่ท่านเรียกว่า มนสิการ

          ส่วนคำแปลชื่อต่อไปนั้นท่านแปลว่า ความรู้ทางหู ความรู้ทางจมูก ความรู้ทางลิ้น ความรู้ทางกาย และความรู้ทางใจ ตามลำดับ

          ข.ปฏิสนธิวิญญาณ คือวิญญาณตามองค์ปฏิจจสมุปบาทท่านบอกว่าเป็นตัวไป

ถือปฏิสนธิในกำเนิดทั้ง ๔ คือ เกิดในครรภ์ เกิดในไข่ เกิดในสิ่งสกปรก และเกิดโดย

ผุดขึ้นในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่งตามอำนาจของกรรม องค์ประกอบแห่งวิญญาณนี้ คือ  อวิชชา หรือกิเลส สังขาร คือกรรม หากไม่มี กิเลส กับกรรม วิญญาณ นี้ก็เกิดไม่ได้

          ค.วิญญาณธาตุ เป็นธาตุอย่างหนึ่งในธาตุ ๖ ประการที่มีอยู่ในตัวคนตามนัย

แห่งพระพุทธภาษิตที่ว่า “ฉ ธาตุโย ปุริโส” แปลว่าบุรุษนี้มีธาตุ ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ องค์ประกอบให้วิญญาณส่วนนี้ดำรงอยู่ คือ กิเลส และกรรม เช่นเดียวกันแต่ท่านเรียกว่า อาสวะ และบารมี คือความชั่วและความดีพร้อมด้วย

กิเลสที่บุคคลเก็บสร้างสมไว้ในชาติก่อนและชาติปัจจุบัน ซึ่งมีประมาณมากน้อยแห่ง อาสวะและบารมีมีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดบทบาทและวิถีชีวิตของคน

         วิญญาณเท่าที่พบในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีเพียง ๓ ประการเท่านั้น ส่วนวิญญาณที่พูดกันว่า “เชิญวิญญาณของคนนั้นคนนี้มาเข้าทรงนั้น” ไม่เคยพบที่มา

ในชั้นบาลีวิญญาณทั้ง ๓ ประเภทนี้จึงเป็นอาการของจิต แต่เมื่อทำหน้าที่รู้รูปเป็นต้นท่าน

เรียกวิญญาณตามชื่อของอายตนะที่ทำหน้าที่รู้ว่า จักขุวิญญาณเป็นต้นตัวที่ทำหน้าที่

ที่รู้จริงๆ จึงเป็นจิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย มโน ท่านจึงเรียกในที่บางแห่งว่า ทวาร หมายถึงประตู ที่ผ่านของรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอารมณ์ทั้ง ๕ นี้จึงเหมือนน้ำ

ที่ไหลจากที่สูง ตกลงไปขังอยู่ในที่ราบลุ่มอันเปรียบเหมือนจิต

          ที่ว่าลองค้นคว้าทางวัตถุแล้วแต่ไม่อาจทราบได้ด้วยประสาททั้ง ๕ นั้น จึงอาจเป็น

ไปได้ ๒ ประการ คือ

  •         ประการแรก ไม่ทราบวิญญาณนั้น คืออะไร
  •         ประการที่สอง ตัวทำหน้าที่รู้จริงๆคือจิต การรู้วิญญาณ จึงเป็นงานของประสาทที่ ๖

        ปฏิสนธิวิญญาณเป็นเรื่องที่ยากแก่การเข้าใจมากเพราะเป็นขบวนการทางปฏิจจ

สมุปบาท พระพุทธเจ้าเองทรงตรัสรู้แล้วได้พิจารณากลับไปกลับมาถึง ๗ วัน ที่น่า

สังเกตคือตอนดับท่านเรียกว่า จุติจิต ตอนที่ปฏิสนธิท่านเรียกว่า ปฏิสนธิวิญญาณ

ฝ่ายอากาศธาตุ กับวิญญาณธาตุในธาตุ ๖ นั้น ให้สังเกตว่าในชั้นแรก ท่านสอนให้รู้เพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อผ่านรูปฌานไปแล้วจึงเริ่มสอนให้เรียนรู้เรื่อง อากาศ กับวิญญาณ

ในชิงปริยัติแล้วเรื่องของวิญญาณไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ความรู้ความเข้าใจวิญญาณที่

ถูกต้องสมบูรณ์นั้นจะต้องดำเนินไปในวิถีทางแห่งการปฏิบัติ

          เมื่อสมัครใจพิสูจน์ต้องพิสูจน์ด้วยเครื่องมือและกรรมวิธีตามที่ท่านได้แสดงเอา

ไว้โดยไม่พยายามพิสูจน์รสอาหารด้วยตาเพราะทำอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้อย่างแท้จริง.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: